วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

แนวทางการทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริ

แนวทางการทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริ
เน้นหาข้าวหาปลาก่อนหาเงินหาทอง คือ ทำมาหากินก่อนทำมาค้าขาย

โดยการส่งเสริม :
1.    การทำไร่นาสวนผสมและเกษตรผสมสาน เพื่อความหลายกิจกรรมทั้งการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์และ  ประมง แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทย
2.    การปลูกไม้ผลสวนหลังบ้าน และไม้ใช้สอยในครัวเรือน
3.    การปลูกพืชสมุนไพรช่วยส่งเสริมสุขภาพอนามัย
4.    การปลูกพืชผักสวนครัวลดค่าใช้จ่าย
5.    การปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงามพักผ่อนจิตใจและเสริมรายได้
6.    การเลี้ยงปลาในร่องสวน ในนาข้าว และแหล่งน้ำ เพื่อเป็นอาหารโปรตีนและรายได้เสริม 
7.    การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และเป็ดประมาณ  10 – 15  ตัว / ครัวเรือน เพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนโดยใช้เศษอาหาร รำ และปลายข้าว จากผลผลิตการทำนา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากการปลูกพืชไร่ เป็นต้น
8.    การเพาะเห็ดจากวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม
9.    การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และใช้วัสดุเหลือใช้เป็นปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) เพื่อลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงบำรุงดินพร้อมทั้งรักษาสมดุลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การผลิตพืชผักให้ปลอดภัยจากสารพิษ
    จากกระแสความต้องการของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ทีการเลือกซื้ออาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้มีการรณรงค์ ให้เกษตรกรผลิตพืช อาหารต่างๆ ให้ปลอดภัยจากสารพิษอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
    การผลิตพืชผักให้ปลอดภัยจากสารพิษ  มีหลายทางเลือกให้ดำเนินการดังนี้
    การผลิตพืชผักปลอดสารพิษ คือ การผลิตพืชผักโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เช่น การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ หรือ การผลิตแบบเกษตรธรรมชาติ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นขั้นสุดยอดของระบบเกษตรที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการจัดระบบการปลูกพืชให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ
    การผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ คือ การผลิตพืชผักที่มีการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ยังมีสารพิษตกค้างแต่ไม่เกินปริมาณค่าความปลอดภัย MRL (Maximum Residue Limit) ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้
    การผลิตโดยใช้หลักการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน  (IPM) โดยนำหลักการควบคุมศัตรูพืชต่างๆมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของศัตรูพืชเพื่ออยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตและทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม
    การผลิตพืชผักอนามัย  คือการผลิตพืชผักที่มีการใช้สารเคมีแต่ไม่เกินปริมาณค่า MRL ผลผลิตมีความสะอาดซึ่งผ่านกรรมวิธีการปฏิบัติก่อนและหลังเก็บเกี่ยวตลอดจนการขนส่งและการบรรจุหีบห่อได้คุณภาพมาตรฐาน

เศรษฐกิจพอเพียง


ภาพจาก http://edu.vru.ac.th/sufficiency/

เศรษฐกิจพอเพียง
“….คำว่าพอเพียง
มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก
ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของท่านนั้น
แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน…..
พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง….”
“….พอเพียงนี้ก็หมายความว่า
มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ
แม้บางอย่างอาจดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข
ถ้าทำได้ ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ….”
“….Self – Sufficiency
นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้
ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง
….”
“….คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย
เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย
ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ
มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง
หมายความว่า พอประมาณไม่สูงโต่ง ไม่โลภอย่างมาก
คนเราก็อยู่เป็นสุข….”

……………………………………………………………………….
พระราชดำรัส  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  พระราชทานเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ  ศาลาดุสิดาลัย  สวนจิตรลดา  พระราชวังดุสิต
เมื่อวันที่  4  ธันวาคม  2541

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีใหม่นี้ด้วยการลดภาวะโลกร้อน

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีใหม่นี้ด้วยการลดภาวะโลกร้อน
         ใกล้ เข้ามาแล้วกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวที่จะฉลองสังสรรค์กับครอบครัวและ เพื่อนๆ จะเห็นได้ว่าเมื่อมีเทศกาลมาถึงคนไทยมักมีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การใช้สิ่งของที่ไม่จำเป็นด้วยการเลี้ยงฉลองปาร์ตี้ต่างๆ แต่รู้ไหมว่าการที่เราได้มีการปาร์ตี้สังสรรค์นั้นเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะ โลกร้อนขึ้นได้ด้วย
          สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่ เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง รวมไปถึงสารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ใช้ และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ที่ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆ สูงขึ้นจากเดิม
         ปี ใหม่นี้จึงอยากให้ทุกคนส่งความสุขให้กับคนที่คุณรักได้ทั่วโลกด้วยการลดภาวะ โลกร้อนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำ เราทุกคนก็ต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เพราะเพียงแค่เราหายใจอยู่เฉยๆ ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแล้ว ยังไม่รวมถึงกิจกรรมต่างๆ มากมายที่เราทำอยู่ทุกๆ วัน ถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ธุระของเราแล้วหันมาร่วมมือ กัน..มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อนกันเถอะคุณสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนในเทศกาลปีใหม่ได้ง่ายๆ ด้วย 10 วิธีต่อไปนี้
         เริ่มต้นวิธีแรกด้วยการเปลี่ยนการใช้หลอดไฟที่มีแสงสี หันมาเปิดไฟแค่ 2-3 ดวง เพื่อลดภาวะโลกร้อน จะเห็นได้ว่า เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ผู้คนมักจะชอบประดับประดาบ้านเรือนด้วยไฟที่มีแสงสี ระยิบระยับ ดังนั้นเราควรเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟที่เป็นหลอดประหยัดไฟกันดีกว่า ซึ่งหลอดประหยัดไฟหนึ่งดวง จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 150 ปอนด์ต่อปี 
         วิธีที่สอง คือ หากมีความจำเป็นที่จะต้องไปพบเพื่อนบ้านเพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ หากเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ หรือเป็นระยะทางที่สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ ก็ควรหันมาเดินแทน  นอกจากจะช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังเป็นการออกกำลังกายอีกด้วยเพราะการขับรถยนต์เป็นระยะทาง 1 ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์
        ต่อมาเป็นวิธีที่สามรีไซเคิลของใช้ ใช้กระดาษด้วยความประหยัดไม่ว่าจะเป็นทั้งกระดาษทิชชูควรใช้อย่างพอเหมาะ หรือกระดาษขาว เพราะกระดาษแต่ละแผ่น ทำมาจากการตัดต้นไม้ ซึ่งเป็นเสมือนปราการสำคัญของโลกเรา ดังนั้นการใช้กระดาษแต่ละแผ่นควรใช้ให้ประหยัดทั้งด้านหน้าหลัง ใช้เสร็จควรนำมาเป็นวัสดุรอง หรือ นำมาเช็ดกระจกก็ได้ นอกจากนี้การนำกระดาษไปเผาก็จะเกิดความร้อนต่อโลกเราเช่นกันลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งหนึ่งจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2,400 ปอนด์ต่อปี
          วิธีที่สี่เช็ค ลมยางการขับรถเมื่อถึงเทศกาลเชื่อว่าทุกคนต้องมีการเดินทาง ดังนั้นเราควรที่จะมีการเช็คลมยางก่อนที่จะออกจากบ้านดีกว่าซึ่งยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติน้ำมันๆ ทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์ ตามติดมาด้วยวิธีที่ห้าใช้ น้ำร้อนให้น้อยลงในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่นให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็นจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 500 ปอนด์
          วิธีที่หก พยายาม ไม่ใช้ภาชนะที่เป็นโฟมเมื่อมีเทศกาลก็มักจะมีการเลี้ยงสังสรรค์ตามสถานที่ ต่างๆ หากต้องการภาชนะใส่อาหารก็ควรหันมาใช้จานหรือถ้วยกระเบื้องที่สามารถล้างและ นำกลับมาใช้ได้อีก หรือกรณีที่เป็นพลาสติก เช่น ขวดน้ำพยายามนำกลับมาใช้อีก เนื่องจากพลาสติกเหล่านี้ทำการย่อยสลายยาก ต้องใช้ปริมาณความร้อน เหมือนกับตอนที่ผลิตมันมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกของเรา เราสามารถนำกลับมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำแทนกระติกน้ำได้ หรือใช้ปลูกต้นไม้ก็ได้
         วิธีที่เจ็ด คือ พยายาม รับประทานอาหารให้หมดไม่ควรทำอาหารให้มากเกินไป เพราะเศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้จะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งก่อให้เกิดปริมาณ ความร้อนต่อโลก เมื่อหลายคนรวมๆกันก็เป็นปริมาณความร้อนที่มาก 
          วิธีที่แปด เป็นปลูกต้นไม้กับครอบครัวในวันปีใหม่ เพราะการที่เราปลูกต้นไม้หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมันช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะคายความชุ่มชื้นให้กับโลก และช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุภาวะเรือนกระจก
          วิธีที่เก้าให้ปิด เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่เมื่อออกไปสังสรรค์ข้างนอก ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้หรือทางที่ดีปิดคัทเอาท์ เพื่อจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปี ลด การใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ เครื่องปรับอากาศ พัดลม หากเป็นไปได้ใช้วิธีเปิดหน้าต่าง ซึ่งบางช่วงที่อากาศดีๆ อากาศเย็นก็สามารถช่วยลดค่าไฟ และลดความร้อน เนื่องจากหลักการทำความเย็นนั้นคือ การถ่ายเทความร้อนออก ดังนั้นเวลาเราใช้แอร์จะเกิดปริมาณความร้อนบริเวณหลังเครื่องระบายความร้อน
          วิธีสุดท้าย แสนจะง่ายเป็นการชวนกันออกไปเที่ยวธรรมชาติภายนอก ก็ช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้าได้ด้วย
          แค่นี้คุณก็สามารถที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนและทำสิ่งดีๆ ในวันปีใหม่ได้แล้ว
        เรื่องโดย: ศุภร จรเทศ Team content www.thaihealth.or.th

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การคัดแยกขยะ


การคัดแยกขยะ
 ในแต่ละวันมีขยะเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันของเราแต่ละคน มากน้อยต่างกันตามอายุ เพศ สภาพเศรษฐกิจ รายได้ สถานที่ กิจกรรม ค่านิยม ฯลฯ ขยะที่เราก่อขึ้นมีตั้งแต่เศษอาหาร กระดาษชำระ เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระเบื้อง อะลูมิเนียม นมกล่อง ถ่านไฟฉาย หลอดไฟใช้แล้ว ฯลฯ จากปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มีประมาณ 0.5-1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เป็นขยะจากคนในเมืองเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขยะส่วนใหญ่มาจากวัสดุที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น เศษกระดาษ ขวดพลาสติก กระป๋อง เศษแก้ว เชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถจัดเก็บและกำจัดขยะได้ไม่ถึง 70 % ของขยะที่เกิดขึ้น ขยะจึงตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆและสร้างปัญหามลพิษต่อตัวเราและชุมชน
 ดังนั้นการคัดแยกขยะจะทำให้เรารู้ว่าควรจะจัดการกำจัดขยะแต่ละประเภทอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและงบประมาณ หรือขยะเช่นใดบ้างที่ควรนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ การคัดแยกขยะเป็นขั้นตอนที่ดําเนินการภายหลังการเกิดขึ้นของขยะ และถือว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสําคัญต่อระบบการนําขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพราะสามารถลดการปนเปื้อนของวัสดุรีไซเคิลได้ รวมทั้งลดปริมาณขยะที่จะนําไปกําจัดทิ้งขั้นสุดท้ายลงได้ เนื่องจากขยะของสังคมเมืองมีปริมาณมาก หากไม่คัดแยก ค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะทั้งด้านงบประมาณ คน สถานที่ฝังกลบ การเก็บขน ก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย
 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคของคนเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการอาหารและน้ำดื่มเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือแม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกต่างๆในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิตและเป็นแหล่งพลังงานทั้งสิ้น
 ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นว่าการจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคบริการควบคู่กัน เพราะเป็นภาคส่วนที่ต้องรองรับความต้องการบริโภคของสมาชิกในสังคม เมื่อกระบวนการผลิตเน้นให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ แต่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก็เท่ากับเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่าจำกัดได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยลดการเกิดของเสียที่เกิดจากการผลิตและพยายามนำของเสียนั้นมาแปรรูปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง
ขยะแต่ละชนิด หากปล่อยให้ย่อยสลายตัวเองตามธรรมชาติ จะใช้ต้องใช้เวลาแตกต่างกัน บางชนิดย่อยได้เร็ว
บางชนิดใช้เวลานานหลายร้อยปี แสดงตัวอย่างดังตาราง
ชนิดของขยะ
ระยะเวลา
เศษกระดาษ
2-5 เดือน
เปลือกส้ม
6 เดือน
ถ้วยกระดาษเคลือบ
5 ปี
ก้นบุหรี่
12 ปี
รองเท้าหนัง
25-40 ปี
กระป๋องอะลูมิเนียม
80-100 ปี
ถุงพลาสติก
450 ปี
   ผ้าอ้อมเด็กชนิดสำเร็จรูป      
500 ปี
โฟม
ใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย

(ที่มา : ข้อมูลจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ม.ค.2548))

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขยะมูลฝอย

1. ความมักง่ายและขาดความสำนึกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก ซึ่งจะเห็นได้จากการทิ้งขยะลงตาพื้น
หรือแหล่งน้ำ โดยไม่ทิ้งลงในถังรองรับที่จัดไว้ให้ และโรงงาน
อุตสาหกรรมบางแห่งลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งตามที่ว่างเปล่า

2. การผลิตหรือใช้สิ่งของมากเกินความจำเป็น เช่น การผลิตสินค้าที่มีกระดาษหรือพลาสติกหุ้มหลายชั้น และการซื้อสินค้าโดยห่อแยกหรือใส่ถุงพลาสติกหลายถุง ทำให้มีขยะปริมาณมาก

3.การเก็บและทำลาย หรือนำขยะไปใช้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีขยะตกค้าง กองหมักหมม และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณจนก่อปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

วิธีใช้ EM กับ พืชผัก

วิธีใช้ EM กับ พืชผัก
 การเตรียมแปลง
    - ใส่โบกาฉิตารางเมตรละ 300 - 500 กรัม
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม ขยาย (1 : 100)
    - คลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้งและอินทรีย์วัตถุอื่นๆ
    - เพื่อหมักดินทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
การเพาะเมล็ดและย้ายกล้า
    - แช่เมล็ดในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    - แช่ต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    -ระยะเวลาแช่เมล็ดขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ด
 การดูแล
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม (1 : 500)ขยายอาทิตย์ละครั้ง
    - รดน้ำผสมอีเอ็มขยาย 1 : 500
    - ใส่โบกาฉิครั้งละ 1 - 2 กำมือต่อต้นต่อเดือน
หลังเก็บเกี่ยว
    - สับต้นพืชที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวลงในแปลง
    - โรยโบกาฉิ 300 - 500 กรัมต่อตารางเมตร
    - รด อีเอ็มขยาย 1 : 500 (เพื่อให้มีความชื้นเหมาะต่อการทำงานของจุลินทรีย์)
    - หมักไว้ 1 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าหรือหว่านเมล็ด
หลังเก็บเกี่ยว

 วิธีใช้ EM กับ นาข้าว
    - หว่านโบกาฉิ ไร่ละ 100 กิโลกรัม
    - รด อีเอ็มขยาย ไร่ละ 50 ลิตร
    -เพื่อย่อยสลายฟางให้เป็นปุ๋ย
ไถดะ
    - ใส่โบกาฉิอีกครั้งหนึ่งเท่าเดิม
    - รดด้วยอีเอ็มขยาย
    -ไถแปรเพื่อเตรียมหว่านและย้ายกล้า
เตรียมเมล็ดและต้นกล้า
    - แช่เมล็ดและต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000 ก่อนปลูก
    - พ่นอีเอ็มขยายและอีเอ็ม5 ที่แปลงเพาะกล้า
    -ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 20 ซม.
การดูแล
    - ใสอีเอ็มขยาย, FPE, EM5 เดือนละครั้ง (ผสมน้ำ 1: 500)
    - เทอีเอ็มขยายครั้งละ 50 – 100 ลิตรต่อไร่ไปตามน้ำที่ไหลเข้านา
    -ใช้อีเอ็มน้ำซาวข้าวแทนอีเอ็มขยายก็ได้

การทำฮอร์โมนพืชDmx


การทำฮอร์โมนพืชDmx

การทำฮอร์โมนพืช Dmxเป็นเทคนิคการหมักปุ๋ยน้ำ Dmx จากผลไม้สุก เป็นการสกัดสาร Jiberlalin จากพืช ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืช ที่ทำให้พืชแตกดอก แตกใบ แตกราก ได้ดี การใช้ฮอร์โมนพืช Dmx จึงเน้นประโยชน์ เพื่อเพิ่มผลผลิตในการปลูกพืช ช่วยให้การแตกตาดอก การผสมเกษรดีขึ้น เพื่อช่วยในการขยายพันธุ์พืชได้ผลดียิ่งขึ้น เช่นการปักชำ การตอนกิ่ง การแช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนการหว่าน การเพาะเมล็ด ช่วยทำให้การแตกรากพืชได้ดี

การทำฮอร์โมนชีวภาพDmx
ส่วนผสม
• กล้วยน้ำว้า, มะละกอ, ฟักทองแก่จัด อย่างละ 2 ก.ก.
• เตรียมน้ำจุลีนทรีย์ชีวภาพDmx + กากน้ำตาล + น้ำสะอาด ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 20 และควรหมักขยายไว้(ล่วงหน้า) 3 - 4 สัปดาห์

วิธีทำ 
• สับผลไม้สุกให้ละเอียดทั้งเปลือกเมล็ดใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด แล้วเติมน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx ให้ท่วมเนื้อผลไม้ หมักไว้ 1 - 2 สัปดาห์ กรองเอาเฉพาะน้ำฮอร์โมน นำไปใช้ได้
หรือผสมปุ๋ยแร่ธรรมชาติซีโอไลท์ กับน้ำฮอร์โมนพืช ในอัตราส่วน 1 : 10 หมักต่ออีก 1 – 2 วัน จะทำให้น้ำฮอร์โมนมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงรบกวนได้ด้วย

วิธีใช้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ทุกชนิด ในอัตราส่วน 1-2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร (หรือ 4 ซี.ซี.ต่อน้ำ 1 ลิตร –เฉพาะไม้ผล) ใช้ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สามารถเร่งให้พืชออกดอกออกผลก่อนฤดูกาล และสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่พืช ได้ด้วย
• ใช้ในการตัดชำกิ่ง โดยแช่กิ่งพันธุ์พืชในน้ำ ผสมฮอร์โมนDmx ในอัตราส่วน 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 100 ซี.ซี. แช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง แล้วนำไปปักชำ ทำให้กิ่งพันธุ์มีรากงอกเร็วขึ้น/มากขึ้น
• ใช้ในการตอนกิ่ง ใช้ ฮอร์โมนDmx ทาบริเวณที่ปลอกเปลือกกิ่งพันธุ์ให้ทั่ว ก่อนหุ้มด้วยดินหรือขุยมะพร้าว จะทำให้การแตกรากออกมากและเร็วขี้น
• ใช้แช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนการหว่าน ผสมฮอร์โมนDmx กับน้ำ ในอัตราส่วน 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 100 ซี.ซี. แช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง ทำให้อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น
 

การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO


การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO
การเพาะขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์DMO เป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์สร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การปรับปรุงบำรุงดิน และการรักษาสภาพแวดล้อม อีกทั้งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ และได้ประโยชน์สูงสุด

การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO เพื่อทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ Dmx
ส่วนผสม
1. จุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO(หัวเชื้อ) 1 ลิตร (ส่วน) 
2. กากน้ำตาล 1 ลิตร (ส่วน)
3. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม) 20 ลิตร (ส่วน)
4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 - 2 ลิตร
5. ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (ซีโอไลท์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส) 1 - 2 ก.ก.
วิธีทำ 
นำส่วนผสม 1. - 4. ผสมให้เข้ากัน หมักไว้ในแกลลอนที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด ใช้เวลาในการหมัก 3 วัน (หรือ หมักต่อ 7 – 15 วัน ยิ่งดีมาก) จะได้ จุลินทรีย์ชีวภาพ DMO ขยาย (1:1:20) จากนั้นให้นำมาแยกใส่ขวดน้ำไว้ โดยให้มีพื้นที่อากาศเล็กน้อย เพื่อสะดวกในการนำมาใช้แต่ละครั้ง และควรให้เก็บไว้ในที่ร่มในอุณหภูมิปกติ ไม่ให้ถูกแสงแดด

น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ DMO นำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ในอัตราส่วน 1 : 500 - 1,000 
• ปรับสภาพน้ำในบ่อปลาหรือตะพาบน้ำในอัตราส่วน 1: 5,000 – 10,000 สาดลงในบ่อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
• บำบัดกลิ่นเหม็นน้ำเน่าเสีย กองขยะ มูลสัตว์ ห้องส้วม ท่อระบายน้ำ โดยเทราดหรือฉีดพ่นให้ทั่ว สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
• ผสมน้ำฉีดพ่นหรือล้างคอกสัตว์ อัตราส่วน 1 ลิตรต่อน้ำ 100 ลิตร
การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพDmx 
ทำได้ง่าย โดยนำปุ๋ยธรรมชาติ (ซีโอไลท์ แคลเชียม ฟอสฟอรัส) มาผสมกับน้ำจุลินทรีย์ DMO (ขยาย 1:1:20) ในอัตราส่วน 1: 10 หรือ 1 : 20 หมักต่ออีก 1 - 2 วัน แล้วนำไปใช้ให้หมด
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ Dmx นำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ในอัตราส่วน 1 : 500 - 1,000
• ใช้หยอดปากทางน้ำเข้านาข้าว หรือพืชไร่ ตลอดเวลาที่เอาน้ำเข้าในพื้นที่เพาะปลูก
• ใช้ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทุกรูปแบบ