วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มจุลินทรีย์ที่ได้รับการพัฒนา Development Micro-organisms (DMO)

กลุ่มจุลินทรีย์ที่ได้รับการพัฒนา Development Micro-organisms (DMO)
เป็นกลุ่มจุลินทรีย์สร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ (Probiotic Micro-Organisms) สามารถนำไปใช้ในงานเกษตร ปศุสัตว์ ประมง งานรักษาสิ่งแวดล้อม และใช้ภายในครัวเรือนได้ผลเป็นอย่างดี ขั้นตอนการได้มา โดยนำเอาจุลินทรีย์สร้างสรรค์ ที่มีอยู่ตามสภาพแวดล้อม (Local Micro-Organisms) มาเพาะเลี้ยงร่วมกับ จุลินทรีย์สร้างสรรค์จากธรรมชาติโดยการคัดเลือกในห้องปฏิบัติการทางวิทยาสตร์ (Science Laboratory Micro-Organisms) และใช้น้ำตาลสดจากธรรมชาติเป็นอาหารในการเพาะเลี้ยง ใช้เวลาในการหมัก 4 เดือน จะได้กลุ่มจุลินทรีย์ที่ได้รับการพัฒนา (DMO) ที่สมบูรณ์แข็งแรงเหมาะสมกับการใช้ในภูมิอากาศเขตร้อน (Tropical Climate)
และเมื่อนำไปต่อเชื้อด้วยกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง การขยายตัว(แบ่งเซลล์)ของจุลินทรีย์ DMO จะเร็วขึ้น การเพาะขยายเชื้อจะสมบูรณ์ใช้เวลา 48 ชั่วโมง (2วัน) สามารถนำไปแปรรูปใช้ในงานเกษตร ปศุสัตว์ ประมง งานรักษาสิ่งแวดล้อม และใช้ภายในครัวเรือนได้ผลเป็นอย่างดี












ลักษณะของหัวเชื้อจุลินทรีย์ DMO
1. มีสีเหลืองคล้ายน้ำผลไม้ มีกลิ่นหอม อมเปรี้ยว กลิ่นนิ่มนวล
2. เก็บเอาไว้ได้นานเป็นปีที่อุณหภูมิปกติ เมื่อเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดไม่ให้อากาศเข้าภายนอกเข้าถึงแม้ว่าจุมีช่องว่างอากาศมากจะไม่มีฝ้าสีขาวลอยผิวน้ำ
3. เมื่อนำไปต่อเชื้อด้วยกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงจะแตกตัวสมบูรณ์ใช้เวลา 48 ชั่วโมง มีกลิ่นหอม อมเปรี้ยว
.
เมื่อนำจุลินทรีย์DMO ไปใช้ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ กองปุ๋ยหมักจะร้อนเร็ว ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เนื้อปุ๋ยจะแห้งเร็ว มีราเส้นใยสีขาวมาก ทำให้ผลการนำไปใช้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
 

การทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษพืชและขยะสด


การทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษพืชและขยะสด




ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลภาวะในชุมชน โดยเฉพาะปัญหาด้านขยะมูลฝอย จากครัวเรือน ตลาด ร้านอาหาร และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลภาวะทางการเกษตร อันเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี/สารกำจัดศัตรูพืช การเผาทำลายเศษพืช ปัญหาเหล่านี้ หากมีการจัดการอย่างเป็นระบบ และร่วมมือกันทุกฝ่าย เริ่มจาก ประชาชนในชุมชนร่วมมือกันแยกขยะ นำส่วนที่เป็นขยะสด หรือขยะส่วนที่ย่อยสลายได้ มาทำเป็นปุ๋ยหมัก เกษตรกรลดหรือเลิกใช้สารเคมีในงานเกษตร หันมาผลิตและใช้ปุ๋ยหมักจากเศษพืช เพื่อนำไปใช้ในปรับปรุงบำรุงดินในงานเกษตร/สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการลดปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และปัญหาขยะล้นเมืองได้เป็นอย่างดี


การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์-ชีวภาพ Dmx จากเศษพืช และขยะสด
(สูตรเร่งด่วน-แนวใหม่ …... หมักวันเดียว-ใช้ได้)


ส่วนผสม
• เศษพืชทุกชนิด(ใบไม้/กิ่งไม้/เศษหญ้า/ฟาง)*** 5 ส่วน(ถุงปุ๋ย) 
• ขยะสดทุกชนิด(เศษอาหาร/เศษผัก/เปลือกผลไม้)*** 5 ส่วน
***(เศษพืชและขยะสด ควรตัด/สับ/ย่อยให้ได้ขนาด Æ 0.5 – 1 ซ.ม.)
• มูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลสัตว์ 2 ส่วน
• แกลบเผา (แกลบดำ) 1 ส่วน
• รำละเอียด 0.5 – 1 ส่วน
• ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (แคลเซียม/ฟอสฟอรัส/ซีโอไลท์) 5 – 10 ก.ก.
• น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx + กากน้ำตาล + น้ำ ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 100 และหมักไว้(ล่วงหน้า) 1 – 2 วัน


วิธีทำ 
- ผสมวัสดุทั้งหมดคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน รดหรือฉีดพ่นด้วยน้ำ จุลินทรีย์ชีวภาพ จนชุ่ม ให้ได้ความชื้นประมาณ 40% แล้วกองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือพื้นดินที่ปูด้วยผ้าเต็นท์ (ควรทำในที่ร่มหรือโรงปุ๋ย) คลุมกองปุ๋ยด้วยกระสอบปุ๋ย หรือกระสอบป่าน ใช้เวลาหมัก 1 - 2 วัน จึงนำไปใช้ได้ 


วิธีใช้ 
• นำปุ๋ยหมักไปใช้กับพืชทุกชนิด ในปริมาณ 200 - 300 ก.ก. ต่อไร่ หรือตามความเหมาะสม 
• นำปุ๋ยหมักคลุมแปลงปลูกพืชผัก พืชไร่ ทุกชนิด เพื่อเป็นอาหารต่อเนื่องให้แก่พืช ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในแปลง และป้องกันวัชพืชขึ้นในแปลงผักได้เป็นอย่างดี หรือใช้ผสมดินรองก้นหลุม ก่อนปลูกไม้ผลหรือไม้ดอกไม้ประดับ.
 

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน

การผลิตพลังงานจากชีวมวล


มาตรการพลังงานทดแทน : การผลิตพลังงานจากชีวมวล
         ชีวมวล (Biomass) คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและสามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้ ได้แก่ เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือเศษวัสดุจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น
 
แกลบ
   
แกลบ (Rice Husk) ได้จากกระบวนการสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารในโรงสีข้าว
ฟางข้าว (Rice Straw) ได้จากกระบวนการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกจากนาข้าว
ฟางข้าว
ชานอ้อย
ขี้เลื่อย
ชานอ้อย (Bagasse) ได้จากกระบวนการหีบอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลทรายในโรงน้ำตาล
เศษไม้-ปีกไม้ (Wood Waste) ขี้เลื่อย (Saw Dust) และ เปลือกไม้ (Bark) ได้จากกระบวนการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสในโรงเลื่อยและโรงแปรรูปไม้
เส้นใยปาล์ม
  เส้นใยปาล์ม (Palm Fiber) ทะลายปาล์ม (Palm Empty Bunch) และ กะลาปาล์ม (Palm Shell) ได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด 
เหง้ามันสำปะหลัง (Tapioca Rhizome) ได้จากกระบวนการเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังสดในไร่มัน
  ซังข้าวโพด(Corncob) ได้จากกระบวนการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดข้าวโพดออกจากฝักข้าวโพด

          เนื่องจากในขั้นตอนของการเจริญเติบโตของพืชนั้น พืชได้ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) น้ำ (H2O) และแร่ธาตุต่างๆ เพื่อเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อให้ได้ออกมาเป็นมวลสารของพืช ที่ประกอบด้วยธาตุองค์ประกอบหลักได้แก่ คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) และไนโตรเจน (N) แล้วกักเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของพืช และเมื่อนำพืชหรือชีวมวลดังกล่าวมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเผาไหม้ให้ได้พลังงาน คาร์บอน (C) ที่สะสมอยู่ในชีวมวลจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งก็จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของพืชต่อไป ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการนำพลังงานที่สะสมในชีวมวลมาใช้ประโยชน์จึงเป็นการใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สามารถช่วยลดผลกระทบที่มีอยู่ในปัจจุบันจากปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ได้
การใช้ประโยชน์จากพลังงานชีวมวล สามารถใช้ได้ทั้งในรูปของพลังงานความร้อนเพื่อผลิตไอน้ำหรือน้ำมันร้อนใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานต่างๆ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยจะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลชนิดใดชนิดหนึ่งที่กล่าวมาข้างต้น หรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ และเนื่องจากต้นทุนพลังงานจากชีวมวล ซึ่งก็คือ ราคาของชีวมวลเทียบกับพลังงานที่ได้จากชีวมวล ยังมีราคาถูกเทียบกับต้นทุนพลังงานจากการใช้น้ำมันปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเตา จึงได้มีการนำชีวมวลต่างๆ มาใช้ทดแทนน้ำมันเตาเพื่อผลิตพลังงานความร้อนอย่างแพร่หลาย และยังเป็นการสนับสนุนการใช้เศษวัสดุการเกษตรในประเทศเพื่อลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลต่างๆ
     1.1 องค์ประกอบของชีวมวล (Biomass Compositions)

          องค์ประกอบของชีวมวลหรือสสารทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ


  • ความชื้น (Moisture)

    ความชื้นหมายถึงปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ในชีวมวล
     


  • ส่วนที่เผาไหม้ได้ (Combustible substance)

    ส่วนที่เผาไหม้ได้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ สารระเหย (Volatiles Matter) และคาร์บอนคงที่ (Fixed Carbon)
     


  • ส่วนที่เผาไหม้ไม่ได้ หรือขี้เถ้า (Ash)

    เมื่อชีวมวลถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์แล้ว จะมีเนื้อสารบางส่วนที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้ ซึ่งคือขี้เถ้า โดยชีวมวลแต่ละประเภทจะมีสัดส่วนของปริมาณขี้เถ้าในชีวมวลแตกต่างกัน
 
1.2 พลังงานที่ได้จากชีวมวล (Biomass Heating Value)

          ชีวมวลแต่ละประเภทจะให้พลังงานจากการเผาไหม้แตกต่างกัน ตามลักษณะองค์ประกอบต่างๆ ของชีวมวลแต่ละชนิด และสัดส่วนความชื้นที่สะสมอยู่ในชีวมวล โดยค่าความร้อนหรือพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้ชีวมวล จะแสดงได้เป็น

          1) ค่าความร้อนต่ำ (Low Heating Value, LHV) เป็นค่าพลังงานที่สามารถนำมาใช้ได้จริงจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งได้หักพลังงานส่วนหนึ่งที่ต้องใช้ในการระเหยน้ำที่สะสมอยู่ในชีวมวลออกไประหว่างการเผาไหม้ โดยทั่วไปจะมีหน่วยเป็น กิโลจูล (kJ) ต่อกิโลกรัมชีวมวล (kg) หรือ กิโลแคลอรี (kcal) ต่อกิโลกรัมชีวมวล (kg)

          2) ค่าความร้อนสูง (High Heating Value, HHV) เป็นค่าพลังงานทั้งหมดที่ได้จากการเผาไหม้ชีวมวล มีหน่วยเป็น kJ/kg หรือ kcal/kg

จากการสำรวจคุณลักษณะของชีวมวลประเภทต่างๆ จะได้คุณสมบัติเบื้องต้น และค่าพลังงานความร้อนที่ได้จากชีวมวลแต่ละประเภทดังนี้

คุณสมบัติชีวมวลต่างๆ
Moisture

%
Ash

%
Volatile Matter

%
Fixed Carbon

%
Higher Heating Value

kJ/kg
Lower Heating Value

kJ/kg
แกลบ (Rice Husk)12.0012.6556.4618.8814,75513,517
ฟางข้าว (Rice Straw)10.0010.3960.7018.9013,65012,330
ชานอ้อย (Bagasse)50.731.4341.985.869,2437,368
ใบอ้อย (Cane Trash)9.206.1067.8016.9016,79415,479
ไม้ยางพารา (Parawood)45.001.5945.707.7110,3658,600
เส้นใยปาล์ม (Palm Fiber)38.504.4242.6814.3913,12711,400
กะลาปาล์ม (Palm Shell)12.003.5068.2016.3018,26716,900
ทะลายปาล์ม (Empty Fruit Bunch)58.602.0330.468.909,1967,240
ต้นปาล์ม (Palm Trunk)48.401.2038.7011.709,3707,556
ทางปาล์ม (Palm Leaf)78.400.7016.304.603,9081,760
ซังข้าวโพด (Corncob)40.000.9045.4213.6811,2989,615
ลำต้นข้าวโพด (Corn Stalk)41.703.7046.468.1411,7049,830
เหง้ามันสำปะหลัง (Tapioca Rhizome)59.401.5031.008.107,4515,494
เปลือกไม้ยูคาลิปตัส (Eucalyptus Bark)60.002.4428.009.566,8114,917
ที่มา: ศูนย์ส่งเสริมพลังงานชีวมวล มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ


เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ


ก๊าซชีวภาพ (Biogas)
          คือ ก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้ออกซิเจน ในสภาวะไม่ใช้อากาศ
เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (Biogas Technology)
          เป็นเทคโนโลยีการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะที่ไร้อากาศ (Anaerobic Digestion Technology) โดยกลุ่มของจุลินทรีย์ (Anaerobic Bactiria Group) ที่ทำหน้าที่ร่วมกันเปลี่ยนรูปสารอินทรีย์ (Organic Matter) โมเลกุลใหญ่ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรท และไขมัน ให้เป็นสารโมเลกุลที่เล็กลงและเปลี่ยนรูปให้เป็นกรดอินทรีย์ (Fatty Acid) และเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) ในที่สุด
องค์ประกอบของก๊าซชีวภาพ
องค์ประกอบหลักของก๊าซชีวภาพ ที่เกิดขึ้นโดยขบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ คือ
          1. ก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักและมีสมบัติเป็นก๊าซเชื้อเพลิง จะมีสัดส่วนอยู่ประมาณร้อยละ 65-70
          2. ก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์ (CO2) เป็นส่วนประกอบรอง มีสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อยไม่ติดไฟ มีสัดส่วนอยู่ประมาณร้อยละ 28-33
          3. ก๊าซอื่นๆ เช่น ก๊าซไฮโดรเจน (H2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) เป็นต้น จะมีอยู่ประมาณร้อยละ 1-2
          ก๊าซชีวภาพที่มีก๊าซมีเทนมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อผสมอากาศมากกว่า 5-7 เท่า สามารถจุดไฟติดได้ที่อุณหภูมิประมาณ 600-700 องศาเซลเซียส และให้พลังงานความร้อน ดังนั้นก๊าซชีวภาพจึงสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน เพื่อทดแทนพลังงานอื่นๆ ได้
สมบัติและประโยชน์ของก๊าซชีวภาพ
ศูนย์ประสานงานโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ พ.ศ. 2551

การแปลงขยะให้เป็นทอง

การแปลงขยะให้เป็นทอง
               การผลิตและการใช้ประโยชน์ปุ๋ยอินทรีย้ำจากขยะสดบ้านเรือน(ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพและสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น)
               กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการผลิตสารเร่งพด. 6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการหมักและย่อยสลายขยะสด โดยการแปรรูปให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำและยังสามารถใช้เป็นสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น เป็นการช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
ความหมายของสารเร่ง พด.6
               สารเร่ง พด. 6 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหารในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ ซึ่งประกอบด้วย
  •  
ยีสต์ผลิตแอลกฮอล์ กรดอินทรีย์
  •  
แบคทีเรียผลิตเอนไซม์โปรทีเอส (Protease) ย่อยสลายโปรตีน
  •  
แบคทีเรียผลิตเอนไซม์โลเปส (Lipase) ย่อยสลายไขมัน
แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก
คุณสมบัติของเชื้อจุลินทรีย์ในสารเร่ง พด.6
1. เป็นจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากเศษอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์
2. เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการแสงและอากาศ
3. เจริญได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 30-35 องศาเซลเซียส
4. เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการความชื้นสูง 100 เปอร์เซ็นต์
วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากขยะสดครัวเรือน 
ส่วนผสมในการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากขยะสดครัวเรือน (20 ลิตร)
เศษอาหารในครัวเรือน 15 กิโลกรัม
น้ำตาล 5 กิโลกรัม
น้ำ 5 ลิตร
สารเร่ง พด.6 1 ซอง (25 กรัม)

อุปกรณ์หรือภาชนะในการหมัก
ถังพลาสติก (ขนาด 20 ลิตร) พร้อมฝาปิด
ถุงไนลอน (ขนาดใกล้เคียงกับถัง) หรือถุงปุ๋ย
วิธีทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 
1.
นำเศษวัสดุและน้ำตาลผสมลงในถุงไนลอน ซึ่งรองอยู่ในถังหมัก
2.
ละลายสารเร่ง พด.6 ในน้ำ 5 ลิตร แล้วเทลงตามไปในถังหมัก
3.
คลุกเคล้าหรือคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
4.
ปิดฝาไม่ต้องสนิท ตั้งทิ้งไว้ในร่ม ใช้ระยะเวลาหมัก 20 วัน
5.
นำถุงไนลอนออกจากถังหมักพร้อมกับรีดถุงเพื่อบีบน้ำออกให้หมดลงในถังหมัก
6.
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้นำมาใส่ในขวดพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ และเก็บในที่ร่มสำหรับใช้ประโยชน์ต่อไป
7.
กากวัสดุที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปผสมกับเศษใบไม้เพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักสำหรับปรุบปรุง
 บำรุงดินต่อไป
การใช้ประโยชน์ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตได้จากขยะสดครัวเรือน
                ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ทำจากขยะสดครัวเรือน สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นในการทำความสะอาดภายในบ้านเรือนได้อย่างดี และนำไปใช้ในการส่งเสริมการเจริญเติบโต ให้กับต้นไม้กับต้นไม้บริเวณบ้านเรือน โดยมีวิธีกานำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้ คือ
1.
ทำความสะอาดพื้นบริเวณบ้านเรือน:โดยทำการผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ส่วนต่อน้ำ 100 ส่วนแล้วทำการราดลงบนบริเวณพื้นที่ที่สกปรกให้ทั่วทุกวัน
2.
การทำความสะอาดท่อระบายน้ำและห้องน้ำ:โดยทำการผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ส่วนต่อน้ำ10 ส่วน แล้วทำการราดลงบริเวณส่วนบริเวณส่วนดังกล่าวทุกวัน
3.
การทำความสะอาดสัตว์เลี้ยง:หลังจากที่มีการอาบน้ำสัตว์เลี้ยงเสร็จแล้วนำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ1 ส่วน ผสมกับน้ำ 50 ส่วน แล้วนำไปอาบให้ทั่วตัวสัตว์อีกครั้ง
4.
การทำความสะอาดสระ หรือบอน้ำบริเวณบ้านเรือน:โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 5 ลิตรต่อปริมาณบ่อ 50 ลูกบาศก์เมตร เป็นการช่วยกำจัดของเสียบริเวณก้นบ่อและเป็นอาหารของปลาในบ่อทุก 1 เดือน
5.
การใช้ประโยชน์เป็นสารเสริมการเจริญเติบโตให้กับต้นไม้:
5.1 พืชผัก/ไม้ดอกไมประดับ/สนามหญ้า โดยทำการผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ส่วนกับน้ำ 1,000 ส่วน ฉีดพ่นบนใบ และรดลงดินทุก 15 วัน
5.2 พืชไม้ผลโดยทำการผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ส่วนกับน้ำ 500 ส่วน ฉีดพ่นบนใบ และรดลงดินทุก 1 เดือน


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาอินทรีย์วัตถุเพื่อการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทร.0-2579-2875 E-mail: ord_4@ldd.go.th
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่

การทำ น้ำหมักชีวภาพ


การทำขยะหอม (น้ำหมักชีวภาพ)
        การทำขยะหอม ขยะหอมคือ วิธีการกำจัดขยะสด หรือขยะเปียก ให้นำกลับมาใช้ใหม่อย่างมีคุณค่าด้วยการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ในขยะสดให้เจริญเติบโต เพื่อช่วยการย่อยสลายให้สมบูรณ์ ทำให้ไม่เกิดก๊าซไฮโดยเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า จึงไม่มีกลิ่นเหม็นในขยะสดนั้น ๆ
ขยะหอม (น้ำหมักชีวภาพ) สูตรที่ 1
อุปกรณ์         1. ถังมีฝาปิด
        2. ถุงปุ๋ย
        3. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง
        4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ขยะหอม
        5. เศษอาหาร
วิธีทำ
        1. เติมน้ำ 8 ลิตรใส่ถัง ถ้าเป็นน้ำประปา ควรทิ้งไว้ 2 วัน
        2. เทกากน้ำตาล 250 ซีซี ละลายน้ำหรือใช้น้ำตาลทรายแดง
        3. ประมาณ 3 ขีด
        4. ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์250 ซีซี แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 2 วัน นำถุงปุ๋ยใส่ลงในถังหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ ขยะหอม ที่ผสมเรียบร้อยโดยใช้เป็นถังทิ้งขยะเศษอาหารตามปกติ
        ขยะที่หมักในน้ำจุลินทรีย์ขยะหอมจะไม่เหม็น เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็สามารถนำเอาน้ำจุลินทรีย์ขยะหอมมาใช้งานได้
ขยะหอม (น้ำหมักชีวิภาพ) สูตรที่ 2
อุปกรณ์ 

        1. ถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร
        2. ขยะสด 3 กิโลกรัม
        3. น้ำตาลแดง 1 กิโลกรัม (ชนิดใส่เต้าฮวย)
        4. ถุงปุ๋ยขนาดพอเหมาะกับถัง (ถุงข้าวสารหรือถุงน้ำตาลที่น้ำซึมผ่านได้)
วิธีทำ
        1.ใช้ขยะสดทุกชนิดตั้งแต่เศษผักเปลือกผลไม้ถ้าชิ้นโตก็สับให้เล็กๆเศษอาหารเหลือทานทุกอย่าง ข้าว , กระดูก , เศษเนื้อ ฯลฯ
        2. นำมา 3 กิโลกรัม
        3. ผสมกับน้ำตาลแดง 1 กิโลกรัม
        4. คลุกให้เข้ากัน โดยไม่ต้องเติมน้ำ
        5. แล้วนำใส่ถุงปุ๋ย
        6. ทิ้งไว้ 10 วัน จะได้น้ำจุลินทรีย์ซึมออกมา
        7. เติมน้ำเปล่าลงไป 5 เท่าของปริมาตรน้ำจุลินทรีย์ที่ได้
        8.ช่วงเติมน้ำก็เติมขยะสดลงได้ทุกวันจนขยะเต็มถุงปุ๋ยก็ยกออกมาเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้
ที่มา : มูลนิธิชุมชนไท http://www.chumchonthai.or.th/

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร
ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์
การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร
ทุกครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ ล้วนมีเศษอาหารที่เป็นผักผลไม้ และเศษอาหารอื่น ๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่สถานที่ สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศ เพื่อใส่พืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ได้
อุปกรณ์
- ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 20 – 200 ลิตร แล้วแต่ปริมาณเศษอาหารที่จะได้หรือต้องการ เจาะรูติดก๊อกน้ำบริเวณก้นถัง เพื่อไว้ระบายน้ำปุ๋ยหมัก ใช้ก๊อกให้มีขนาดโตพอสมควร เพื่อป้องกันการอุดตัน
- ถุงขยะพลาสติกสีดำ เจาะรูเล็ก ๆ 2 – 3 รู เพื่อให้น้ำปุ๋ยหมักผ่านทะลุได้ หรือจะใช้ตาข่ายไนล่อนตาถี่เย็บเป็นถุงก็ได้ หรือจะใช้กระสอบปุ๋ยน้ำซึมผ่านได้ก็ใช้ได้
- นำเอาถุงใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ ใส่ลงในถังหมักปุ๋ยที่มีวัสดุรองก้นถัง ให้สูงจากระดับก๊อกน้ำเล็กน้อย
- ใช้กากน้ำตาล 20 – 40 ซีซี ใส่คลุกกับเศษอาหาร 1 ก.ก. และใส่จุลินทรีย์ EM ขยาย 10 – 20 ซีซี คลุกอีกครั้ง ใส่ลงในถุงใส่ปุ๋ยทุกวันจนเต็มถุง
- ปิดฝาถังหมักไว้ตลอดเวลา หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ก็จะมีน้ำปุ๋ยหมักซึมออกมา อยู่ที่ก้นถังหมัก
- ไขก๊อกเอาน้ำปุ๋ยหมักที่ได้ไปผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 – 1,000 รดพืชและต้นไม้ทุก ๆ วัน
- ผสมน้ำปุ๋ยหมักกับอัตราส่วน 1 : 20 – 50 หรือไม่ผสมก็ได้ราดพื้นห้องส้วมชักโครกหรือจุดที่มีกลิ่นเหม็นบริเวณบ้าน หรือราดในท่อน้ำทิ้งเพื่อดับกลิ่นก็ได้ผลดี
- กากอาหารที่เหลือก็สามารถไปคลุมกับดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้ดี
ข้อสังเกต
ถ้าหมักได้ที่จะไม่มีแมลงวันหรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลิ่นจะหอมอมเปรี้ยว
ถ้ามีกลิ่นเหม็นและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าหมักไม่ได้ผล
ระหว่างหมักอาจจะมีหนอนแมลงวันเกิด แต่มันไม่กลายเป็นแมลงวัน จะเป็นหนอนตัวโตกว่าปกติ มีอายุอยู่นานได้หลาย ๆ วัน แล้วจะตายไปเอง
ที่มา: ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มอ. คณะวิทยาศาสตร์