วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อม

 การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อม
การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อมมีเทคนิคการใช้ ดังนี้
1. การกำจัดขยะ
2. การบำบัดน้ำเสีย
3. การกำจัดกลิ่น
4. การกำจัดขยะเปียก

            1. การกำจัดขยะ
            1.1 ขยะที่กระจัดกระจายบนผิวดิน นำมากองรวมกัน หรือทับถมกัน อยู่ในน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น แมลงวัน กำจัดด้วยการใช้ EM ขยาย ผสมน้ำ 500 เท่า (หาก ขยะแห้ง ผสมน้ำ 1,000 เท่า) ฉีดพ่นให้ทั่วทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง จะส่งผลให้
            - ขยะถูกย่อยได้เร็ว
            - แมลงวันลดลง
            - กลิ่นหมดไป
            - น้ำที่ไหลออกไปเป็นน้ำปุ๋ย
            1.2 ขยะที่กองในที่ลุ่ม หรือมีหลุมฝังกลบ ใช้ EM พ่นต่อเนื่อง เมื่อมีการนำขยะมาทิ้งใหม่ 5-7 วัน กลบดินบางๆ การกลบดินจะช่วยให้เกิดการหมักและย่อย สลายได้เร็วขึ้น จะยุบและถมต่อได้อีกหลายครั้ง
            1.3 การนำขยะไปทำปุ๋ย ต้องหมักด้วย EM จึงจะไม่เป็นพิษภัย เพราะขยะหลายชนิดมีพิษ
            1.4 ขยะมีพิษ ขุดหลุมฝังอย่างเดียว ก่อนกลบควรพ่น EM ให้ทั่วแล้วกลบ จะไม่เกิดพิษต่อไปได้อีก
          
            2. การบำบัดน้ำเสีย
            ใช้อุปกรณ์สำคัญ 2 อย่าง คือ EM ขยายกับ EM บอล (ดังโหงะ)
            - EM ขยาย ใช้ฉีดพ่น 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตร (1 : 10,000)
            - EM บอล (ดังโหงะ) กำจัดโคลนตมใต้ผิวน้ำ และบำบัดน้ำเสียที่มีลักษณะเคลื่อนไหว 1 ลูก ต่อน้ำ 10 คิว (ลูกบาศก์เมตร)
            การ บำบัดน้ำเสียจากโรงงาน โรงแรม โรงเลี้ยงสัตว์ โรงอาหาร จะมีแหล่งเกิดน้ำเสียชัดเจน การแก้ปัญหาน้ำเสีย ทำดังนี้
            2.1 พ่น EM ขยาย หรือใช้ EM บอล (ดังโหงะ) บำบัดน้ำเสียทั้งหมดในบ่อบำบัดและแหล่งเก็บอื่นๆ
            2.2 ผสม EM ขยาย กับน้ำที่ไหลออกจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียตลอดเวลา (เช่น ระบบน้ำหยด) แล้วน้ำจะไม่เน่าเสีย แต่ควรมีบ่อบำบัดด้วย

            3. การกำจัดกลิ่น
            กลิ่นเกิดจากขยะเน่าเสีย น้ำเสียจากโรงงานและแหล่งเลี้ยงสัตว์ หากบำบัดน้ำสะอาดแล้วด้วย EM กลิ่นจะหายไปด้วย แต่ยังจะมีกลิ่นจากมูลสัตว์ กากมัน และอื่นๆ กำจัดได้ด้วย EM ขยายเช่นกัน ด้วยการผสมน้ำแล้วฉีดพ่นให้ทั่ว

            4. การใช้ EM กำจัดขยะเปียก
            ขยะ เปียก หมายถึง ขยะจากโรงครัว เป็นเศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหาร และน้ำซาวข้าว หากทิ้งทั่วไปเป็นตัวทำให้เกิดมลภาวะมากที่สุด การบำบัดก่อนด้วย EM จะเป็นประโยชน์และป้องกันมลพิษได้ มี 2 ลักษณะ คือ
            4.1 ขยะจากเศษอาหาร หากนำไปทิ้ง จะเป็นเหตุให้เกิดมลภาวะและเชื้อโรคได้มาก ควรบำบัดก่อนโดยวิธีหมักดังนี้
            วิธีหมัก
            - สับหรือหั่นให้ละเอียด ผสมโบกาฉิในอัตราส่วน เศษอาหาร 1 กิโลกรัม ต่อโบกาฉิ 1 กำมือ (100 กรัม)
            - ใส่ถังหมักที่ทำขึ้นเอง หรือถังสำเร็จ ครั้งเดียวเต็มถัง หรือหลายครั้งก็ได้
            - เมื่อเต็ม หมักไว้ 7 วัน

            วิธีใช้
            หมักครบ 7 วัน เปิดน้ำใส่ภาชนะไว้ใช้ กากนำไปเป็นปุ๋ย โดยวิธีฝัง หรือเป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ ปลา น้ำหมักนำไปใช้ดังนี้
            1. ผสมน้ำ 500 เท่า เป็นปุ๋ยรดพืชผัก
            2. ผสมน้ำ 100 เท่า เช็ดถูพื้นห้องน้ำ กระเบื้องโมเสด
            3. บำบัดน้ำเสียด้วยการเทลงโถส้วม แหล่งน้ำ สาธารณะ

            4.2 น้ำซาวข้าว หากปล่อยทิ้งลงร่องน้ำ แหล่งน้ำเสีย จะเป็นบ่อเกิดของมลภาวะสูงสุด หากมีการบำบัดก่อนทิ้ง จะลดการเกิดมลภาวะได้มากทีเดียว

            วิธีหมัก
            - น้ำซาวข้าว 1-2 ลิตร ผสม EM หัวเชื้อ 10 ซีซี (1 ช้อนแกง) และกากน้ำตาลเท่ากัน คนให้ละลาย บรรจุในภาชนะให้เต็ม หมักไว้ 5-7 วัน
            - ระยะหมักได้ 2-3 วัน ควรเปิดให้แก๊สออกบ้าง

            วิธีใช้
            1. ผสมน้ำ 500 เท่า รดพืชผักเสมอๆ มีคุณภาพเป็นปุ๋ย
            2. ผสมน้ำ 100 เท่า สำหรับซักทำความสะอาดเสื้อผ้า โดยแช่ไว้ก่อน 20-30 นาที ขยี้แล้วล้าง 1 น้ำ ตาก
            3. ผสมน้ำ 100-200 เท่า ล้างจาน ชาม เช็ดถูพื้น ผนัง ห้องน้ำ-ส้วม กระจก เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ฯลฯ (ต้องบิดผ้าให้สะเด็ดน้ำ)
            4. ผสมน้ำ 500 เท่า ฉีดพ่น ปรับสภาพอากาศในบ้าน หรือแหล่งที่อากาศ ไม่บริสุทธิ์
            5. บำบัดน้ำเสีย โดยใส่โถส้วม เทลงร่องน้ำ หรือแหล่งน้ำสาธารณะ
            ฯลฯ

ข้อมูลจาก บริษัท อี เอ็ม คิวเซ จำกัด

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มาตรการการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

   มาตรการในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่งตามแนวทางสากล 
ได้แก่ การพยายามรักษาสภาพของพื้นที่ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และปรับวิถีการดำเนินชีวิตถึงสิ่งก่อสร้างให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ นอกจากในกรณีที่การกัดเซาะรุกล้ำพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เดิม สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่ง สามารถแบ่งตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หาด ได้แก่ หาดทราย และหาดโคลน
หาดทราย การใช้อ่าววงพระจันทร์ หรือการจำลองสันทรายรูปหางปลา (Fishtail Sand Dune) เพื่อ
ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของอ่าวทั้งสองมีคุณสมบัติในการคงความ
สมดุลย์ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการกัดเซาะน้อย ดังเช่น หาดจอมเทียน หรือ ในกรณีแก้ไขปัญหาของ
หมู่เกาะ Maldives ที่มีการก่อสร้างโครงสร้างสันหินเป็นรูปปีกวงพระจันทร์ที่ปลายหาดทั้งสองด้านเพื่อ
รักษาผืนทรายที่ถูกกัดเซาะ
นอกจากนี้ยังมีการสร้างจำลองสันทรายรูปหางปลา เช่นที่หาดแสงจันทร์
จังหวัดระยอง โดยกรมเจ้าท่ามีความจำเป็นในการสร้างสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการกัดเซาะได้รุกล้ำเข้า
มาถึงแนวถนน หาดโคลน กรณีการแก้ไขปัญหาหาดโคลนนั้นมีความซับซ้อนกว่าพื้นที่หาดทราย
กรวด/หิน โดยการแก้ปัญหาทำได้โดยการส่งเสริมให้เกิดการตกตะกอนของดินโคลน โดยอาศัยการ
ขยายพื้นที่ป่าชายเลนหรือการสร้างสิ่งก่อสร้าง เพื่อลดแรงกระทำจากคลื่นลมแรง
แนวทางการแก้ใขป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

1. การปลูกป่าชายเลน เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งควรทำตลอด
ชายฝั่ง 108 กิโลเมตร วิธีนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน และชุมชนสูง ทั้งยังต้องได้รับ
การสนับสนุนทางด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
2. การใช้โครงสร้างสลายพลังงานคลื่น เป็นแนวทางเลือกสำหรับใช้การแก้ปัญหาในบางพื้นที่ที่มีการ
กัดเซาะรุนแรง โดยคัดเลือกลักษณะของแนวกันคลื่นให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
- เขื่อนกันคลื่นแบบทึบน้ำ ได้แก่ กำแพงหินทิ้ง ไส้กรอกทราย สามารถป้องกันคลื่นได้ดี โดย
ลดความแรงของคลื่นลงประมาณ 50 % แต่ส่งผลให้มีการตกตะกอนน้อยกว่าแบบอื่นๆ สำหรับกำแพง
ทิ้งมีข้อจำกัดที่สามารถสร้างได้ไม่เกิน 2 เมตรก็จมเนื่องจากน้ำหนักหินเอง ในขณะที่ไส้กรอกทราย
มีการกระจายน้ำหนักที่ดีกว่า แต่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ไม่ใช่ดินเลนเมื่อการรั่ว
ของทราย
- แนวกันคลื่นแบบโปร่ง ได้แก่ เสาเข็มปักหรือไม้ไผ่ปัก สามารถป้องกันคลื่นได้น้อยกว่า โดยลดความแรง
ของคลื่นได้ประมาณ 30 % และประสิทธิภาพจะยิ่งลดลงเมื่อความยาวของคลื่นน้ำมีมาก แต่โครงสร้าง
โปร่งนี้จะสามารถดักตะกอนข้างหลังแนวโครงสร้างได้มากกว่า
- เขื่อนกันคลื่นแบบไม่ทึบน้ำ และมีการเสริมฐานราก สามารถป้องกันคลื่นได้ดีและมีปริมาณของการ
ตกตะกอนสูง หากแต่จะได้ผลเมื่อมีตำแหน่งอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชายฝั่งข้าง
3. การลด/หยุด การขุดลอกตะกอนที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง
แนวทางการแก้ใขปัญหาอุทกภัย
1. พื้นที่แก้มลิง ควรมีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับน้ำท่วม ได้แก่ การใช้พื้นที่ทางการเกษตร ประมาณ
1,380,924 ไร่ มีความลึกน้ำเฉลี่ยประมาณ 0.4 เมตร ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ 883.8 ล้าน ลบ.ม.
ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายชดเชยให้กับเกษตรกร การลงทุนโดยวิธีนี้ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับแนวทางอื่น
เนื่องจากมีการก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างที่ควบคุมการระบายน้ำ

2. การสร้างเส้นทางผันน้ำ (By Pass) ระบายน้ำผ่านลำน้ำสายใหม่ส่งต่อสู่พื้นที่ที่เตรียมไว้รองรับ
การระบายน้ำ เช่น พื้นที่แก้มลิง หรือ อ่าวไทย เช่นเดียวกับ แม่น้ำดานูป
ข้อดี ช่วยระบายน้ำทางด้านเหนือก่อนเข้าไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ นอกจากนี้พื้นที่ดินตลอด
สองแนวฝั่งคลองสามารถพัฒนาเป็นโครงการใหม่เพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจได้
ข้อเสีย มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงมาก (กว่าหนึ่งแสนล้านบาท, JICA 2000) และประชาชน
ได้รับผลกระทบจากการเวรคืนที่ดิน

3. การสร้างคันเขื่อนป้องกันตลิ่ง (Dike, Levee) ได้แก่ การสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม โดย
ให้เข้ากับธรรมชาติได้ เช่น Sana River, Mota-ara River/ Koshigaya City ในประเทศญี่ป่นุ หรือ
พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ ได้แก่ สวนสันติชัยปราการ นอกจากนี้
การสร้างแนวทางเดินริมน้ำก็สามารถประยุกต์ให้เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้
ข้อดี สามารถออกแบบปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับใช้พักผ่อน และประกอบกิจกรรม
สันทนาการสำหรับประชาชนทั่วไปได้
ข้อเสีย เขื่อนป้องกันตลิ่ง มีความสูง บดบังทัศนียภาพ ในปัจจุบันการออกแบบเขื่อนในประเทศ
ยังเน้นการแก้ใขปัญหาทางด้านวิศวกรรมเป็นหลัก ซึ่งยังขาดการออกแบบให้สภาพ
สอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่ริมน้ำ

การกัดเซาะชายฝั่งเนื่องด้วยภาวะโลกร้อน

  การกัดเซาะชายฝั่ง(Coastal Erosion) เป็นวิถีทางธรรมชาติ ประกอบกับผลจากการกระทำของ
มนุษย์ที่พยายามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการขยายการตั้งถิ่นฐาน สร้างสิ่งก่อสร้าง
ใกล้เคียงหรือรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ สำหรับสาเหตุของการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ได้แก่ การทรุดตัวของ
แผ่นดิน      
  - การทรุดตัวของแผ่นดิน มีสาเหตุหลักจากการสูบน้ำบาดาลที่มากเกินกว่าอัตราการเติมน้ำใต้ดิน
ตามธรรมชาติ ในปัจจุบันในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการมีแนวโน้มของการทรุดตัว
ลดลงแต่แนวโน้มในการทรุดตัวเพิ่มขึ้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่
เมือง และอุตสาหกรรม
 - คลื่นลมแรง กระแสคลื่นพัดพาตะกอนออกไปทำให้ชายฝั่งขาดเสถียรภาพ นอกจากนี้พื้นที่ของ
ป่าชายเลนที่ลดลงยังมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการเก็บกักตะกอนที่ลดลง รวมถึงการสร้าง
เขื่อนก็มีผลต่อการลดลงของตะกอนปากแม่น้ำ
- การสูญเสียแนวป้องกันทางธรรมชาติ ได้แก่ การสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคารหรือถนนใกล้กับแนว

มาตราการในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่งตามแนวทางสากล ได้แก่ การพยายามรักษา
สภาพของพื้นที่ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และปรับวิถีการดำเนินชีวิต
ถึงสิ่งก่อสร้างให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ นอกจากในกรณีที่การกัดเซาะรุกล้ำ
พื้นที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เดิม สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่ง สามารถแบ่งตา
มลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หาด ได้แก่ หาดทราย และหาดโคลนหาดทราย การใช้อ่าววงพระจันทร์ หรือการจำลองสันทรายรูปหางปลา (Fishtail Sand Dune) เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของอ่าวทั้งสองมีคุณสมบัติในการคงความสมดุลย์ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการกัดเซาะน้อย ดังเช่น หาดจอมเทียน หรือ ในกรณีแก้ไขปัญหาของหมู่เกาะ Maldives ที่มีการก่อสร้างโครงสร้างสันหินเป็นรูปปีกวงพระจันทร์ที่ปลายหาดทั้งสองด้านเพื่อรักษาผืนทรายที่ถูกกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีการสร้างจำลองสันทรายรูปหางปลา เช่นที่หาดแสงจันทร์จังหวัดระยอง โดยกรมเจ้าท่ามีความจำเป็นในการสร้างสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการกัดเซาะได้รุกล้ำเข้ามาถึงแนวถนน หาดโคลน กรณีการแก้ไขปัญหาหาดโคลนนั้นมีความซับซ้อนกว่าพื้นที่หาดทรายกรวด/หิน โดยการแก้ปัญหาทำได้โดยการส่งเสริมให้เกิดการตกตะกอนของดินโคลน โดยอาศัยการขยายพื้นที่ป่าชายเลนหรือการสร้างสิ่งก่อสร้าง เพื่อลดแรงกระทำจากคลื่นลมแรงหาดทราย บนพื้นที่สันทรายซึ่งเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ หรือการทำลายป่าชายเลนของชาวบ้านเพื่อทำนากุ้ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลท่าข้าม และทุ่งสองห้อง ที่มีเพียงคันดินบางๆ กั้นระหว่างที่นากับน้ำทะเลและมีปริมาณของการตกตะกอนสูง หากแต่จะได้ผลเมื่อมีตำแหน่งอยู่ใกล้ชายฝั่งแต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชายฝั่งข้างเคียง




 ความหมายของการกัดเซาะชายฝั่ง
ชายฝั่งทะเล หมายถึง แถบแผ่นดินนับตั้งแต่ระดับชายทะเลขึ้นไปถึงบนบก แบ่งตามองค์ประกอบของ
ชายฝั่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ หาดหินหรือหาดกรวดหาดทราย และหาดโคลน (กรมการขนส่งทางน้ำและ
พาณิชย์นาวี) ชายฝั่งทะเลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งตามฤดูกาล และเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยหาดทราย
และหาดโคลน ง่ายต่อการพัดพาของคลื่นลมและกระแสน้ำการกัดเซาะชายฝั่ง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ
ชายฝั่งทะเลจากพลังของคลื่น ลม และกระแสน้ำที่กระทบชายฝั่งตลอดเวลาทำให้ชายฝั่งทะเลสึกกร่อน
พังทลายไปสาเหตุการเกิดการกัดเซาะชายฝั่งสาเหตุของการเกิดการกัดเซาะชายฝั่ง
อาจเกิดตามสภาพธรรมชาติ ไต้ฝุ่น สึนามิ หรือแม้แต่
ลมมรสุมทำให้ชายฝั่งทะเลเปลี่ยนสภาพได้ แต่ชายฝั่ง
ทะเลไทยจำนวนมากถูกกัดเซาะเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดป่าชายเลน ที่หนาแน่นให้เป็น
พื้นที่เปิดโล่งเป็นนากุ้ง รวมทั้งการสร้างถนนติดเกินไป การสร้างท่าเรือยื่นไปในทะเลการทำลายแนว
ปะการังจนสูญเสียเขื่อนกันคลื่นตามธรรมชาติทำให้
คลื่นผ่านเข้ามาชนชายหาดจนเกิดการกัดเซาะได้
รศ. ดร.นพดล เพียรเวช (255/) ศึกษาพบว่า สาเหตุของการสูญเสียที่ดินตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยด้านใต้

ของกรุงเทพฯ เกิดจากการทวีความรุนแรงของคลื่นกัดเซาะอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ดิน
ชายฝั่งจากพื้นที่ป่าโกงกางอันหนาแน่นอุดมสมบูรณ์เป็นนากุ้ง
ความร้ายแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง
การกัดเซาะชายฝั่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กัดเซาะ(มากกว่า 5 เมตรต่อปี) และกัดเซาะปานกลาง (1-5
เมตรต่อปี) ประเทศไทยตามแนวชายฝงั่ ทะเลทั้งสิ้นประมาณ2,700 กิโลเมตร
แต่บริเวณที่ประสบปัญหารุนแรงชายฝั่งทะเล จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ
กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงครามซึ่งมีการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี โดย
จังหวัดสมุทรปราการ มีการกัดเซาะชายฝั่งจมน้ำไปประมาณ 11,000 ไร่

ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลา
40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้สูญเสียไปลึกเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ดังสภาพชายฝั่งทะเลบริเวณวัดขุนสมุทรทราวาส จังหวัดสมุทรปราการที่เคยอยู่
บนบก แต่สูญเสียที่ดินชายฝั่งทะเลอย่างรุนแรง

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพDmx


การทำปุ๋ยหมักชีวภาพDmx เป็นการทำปุ๋ยหมักชีวภาพแนวใหม่ โดยการนำเอาวัสดุจากธรรมชาติภายในท้องถิ่น มาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์สร้างสรรค์Dmx ผสมกับวัสดุจากธรรมชาติที่มีธาตุอาหารหลัก อาหารรอง และอาหารเสริมของพืช ได้แก่ ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (แคลเซียม ฟอสฟอรัส และซีโอไลท์) การทำปุ๋ยหมักชีวภาพDmx มีวัตถุประสงค์การใช้ เน้นการปรับปรุงคุณภาพของดินให้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการปลูกพืชทุกชนิด เมื่อดินดีพืชจะเจริญเติบโตเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง โรคแมลงต่างๆ จะรบกวนน้อย หากดินไม่สมบูรณ์ปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืชจะตามมามากมาย ทั้งโรคและแมลง ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ลักษณะปุ๋ยหมักชีวภาพ ทุกรูปแบบที่มีคุณภาพ จะมีกลิ่นหอมคล้ายเชื้อเห็ดและมีราเส้นใยสีขาวอย่างทั่วถึง หากมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นแอมโมเนีย และไม่มีราสีขาว แสดงว่าการหมักไม่สมบูรณ์ ปุ๋ยที่ได้ จะไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพ Dmx มีดังนี้ส่วนผสม
- มูลสัตว์ 3 ส่วน (ถุงปุ๋ย) 
- แกลบหยาบ 1 ส่วน 
- แกลบดำ 1 ส่วน 
- รำละเอียด 5 ก.ก. 
- ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซีโอไลท์) 3 - 5 ก.ก.
- น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx + กากน้ำตาล + น้ำ ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 100 และหมักไว้ (ล่วงหน้า) 1 – 2 วัน
วิธีทำ
- นำวัสดุทั้งหมดมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันให้ทั่ว รดน้ำที่ผสมน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx ผสมคลุกเคล้า กันให้ได้ความชื้น 40 - 50% แล้วนำไปหมักในกระสอบป่านเปิดปากทิ้งไว้ หรือใส่เข่ง/ตะกร้าที่ปิดปากด้วยกระสอบป่าน เพื่อให้มีการระบายอากาศรอบทิศ การหมักในระยะแรกประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง ปุ๋ยจะเริ่มร้อน และจะเย็นลงภายใน 3 - 4 วัน จึงนำเอามาใช้ได้ ถ้าหากจะให้ได้ผลดีควรจะหมักไว้ประมาณ 7 วัน
- 
การหมักอีกวิธีหนึ่ง คือ การกองปุ๋ยหมักกับพื้น แล้วคลุมด้วยกระสอบป่านเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี การหมักกับพื้น ความร้อนจะเกิดขึ้นมาก ควรกลับกองปุ๋ยวันละครั้ง ถ้าร้อนพอดี ไม่จำเป็นต้องกลับก็ได้ ใช้เวลาหมักประมาณ 3 - 4 วัน จึงนำไปใช้ได้วิธีใช้ 
- ใช้รองก้นหลุม ก่อนปลูกพืชทุกชนิด
- ใช้กับไม้ผล, พืชไร่, พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด โดยโรยให้ทั่วบริเวณพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อ 2 - 3 กำมือ หรือจะใช้วิธีฝังลงในดินก็ได้

การทำสารสกัดสมุนไพรDmx


การทำสารสกัดสมุนไพรDmx
เป็นการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ที่มารบกวนผลผลิตทางการเกษตร สมุนไพรที่นำมาใช้ ควรเป็นสมุนไพรที่มีคุณลักษณะกำจัดโรคและแมลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งมีคุณลักษณะมีกลิ่นฉุน รสขม รสเผ็ด ได้แก่ สะเดา, ตะไคร้หอม, น้อยหน่า, กะเพรา, โหรพา, มะระขี้นก, ขิง, ข่า, กระชาย, ไพร, ขมิ้น, ขี้เหล็ก, ดีปลี,ยี่หร่า, ฟ้าทลายโจร, บอระเพ็ด, สาปเสือ, พลู, พลูคาว, ผกากรอง, พริกขี้หนู, พริกไทย, กระเทียม, หนอนตายหยาก, หางไหล ฯลฯ รวมทั้ง สมุนไพรที่มีสารสำคัญ ช่วยในการเคลือบใบ ได้แก่ ว่านหางจระเข้, ประคำดีควาย เป็นต้น

วิธีทำสารสกัดสมุนไพร Dmx
• เตรียมน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx+ กากน้ำตาล + น้ำสะอาด ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 20 และควรหมักขยายไว้(ล่วงหน้า) 1 - 4 สัปดาห์
• นำสมุนไพรมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่รวมกันในถังหมักที่มีฝาปิด ในปริมาณเกือบเต็มถัง 
• ใส่น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx ให้ท่วมสมุนไพร ปิดฝาถังหมักไว้ 3 - 7 วัน กรองเอาน้ำสมุนไพร จึงนำไปใช้ได้ 
หรือ นำไปหมักต่อ โดย...
• นำน้ำสมุนไพรผสมกับเหล้าขาว และน้ำส้มสายชูกลั่น 5% ในอัตราส่วน 10:1:1 หมักต่ออีก 3 - 7 วัน จะได้น้ำสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน/ขับไล่แมลงได้ดียิ่งขึ้น
วิธีใช้ 
ใช้การป้องกัน/กำจัดแมลงศัตรูพืช โดยนำน้ำสมุนไพรผสมกับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 : 200 สำหรับใช้ฉีดพ่นพืชผัก /พืชไร่ หรือผสมในอัตราส่วน 1 : 100 สำหรับไม้ผล โดยฉีดพ่นทุกสัปดาห์ หรือตามช่วงเวลาที่มีโรค/แมลงระบาด
 

การทำจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซูเปอร์ EM5

ซูเปอร์ EM5 :สารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชเฉพาะกิจ

ซูเปอร์ EM5 เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชเฉพาะกิจ แทน EM5 ในช่วงที่แมลงลงมาก หรือหมัก EM5 ไม่ทัน ใช้เป็นสารกดใบอ่อน และใช้ ในด้านการประมง การเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการกำจัดเหา เห็บ หมัด รังแค ด้วย
ส่วนผสม
1.  EM 1ส่วน
2.  กากน้ำตาล 1ส่วน
3.  น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % 1ส่วน
4.  เหล้า 35-40 ดีกรี 2 ส่วน
อัตราส่วน: ยึดตามภาชนะที่ใช้ตวง ภาชนะหมัก หากทำในปริมาณไม่มาก สามารถใช้ขวดน้ำอัดลมได้ แต่ควรมีลักษณะเป็นฝาเกลียว ปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้
ข้อมูลจาก บริษัท อี เอ็ม คิวเซ จำกัด

จุลินทรีย์ EM5 หรือสุโตจู

จุลินทรีย์ EM5 หรือสุโตจู :การทำสารขับไล่แมลง,ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ด้วยฮอร์โมนผลไม้ 

EM5 หรือสุโตจู เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ฉีดพ่นเป็นประจำ พืชจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวน
ส่วนผสม
1.  EM  1ส่วน
2.  กากน้ำตาล1ส่วน
3.  น้ำส้มสายชูกลั่น 5 %1ส่วน
4.  เหล้า 35-40 ดีกรี1ส่วน
5.  น้ำสะอาด6ส่วน
ส่วน ยึดตามภาชนะที่ใช้ตวง ภาชนะหมัก หากทำในปริมาณไม่มาก สามารถใช้ขวดน้ำอัดลมได้ แต่ควรมีลักษณะเป็นฝาเกลียว ปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้
  วิธีทำ กรณีที่จะขยายในภาชนะ 1 ลิตร (ภาชนะที่ใช้ต้องมีฝาปิดสนิท) ใส่น้ำครึ่งลิตร เติมกากน้ำตาล น้ำส้มสายชู เหล้า และ EM อย่างละ 100 ซีซี (10 ฝา หรือประมาณครึ่งแก้ว) เขย่าให้ละลาย แล้วเติมน้ำให้เต็ม ปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 15 วัน แล้วนำไปใช้ได้
ข้อมูลจาก บริษัท อี เอ็ม คิวเซ จำกัด