วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การคัดแยกขยะ


การคัดแยกขยะ
 ในแต่ละวันมีขยะเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันของเราแต่ละคน มากน้อยต่างกันตามอายุ เพศ สภาพเศรษฐกิจ รายได้ สถานที่ กิจกรรม ค่านิยม ฯลฯ ขยะที่เราก่อขึ้นมีตั้งแต่เศษอาหาร กระดาษชำระ เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระเบื้อง อะลูมิเนียม นมกล่อง ถ่านไฟฉาย หลอดไฟใช้แล้ว ฯลฯ จากปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มีประมาณ 0.5-1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เป็นขยะจากคนในเมืองเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขยะส่วนใหญ่มาจากวัสดุที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น เศษกระดาษ ขวดพลาสติก กระป๋อง เศษแก้ว เชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถจัดเก็บและกำจัดขยะได้ไม่ถึง 70 % ของขยะที่เกิดขึ้น ขยะจึงตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆและสร้างปัญหามลพิษต่อตัวเราและชุมชน
 ดังนั้นการคัดแยกขยะจะทำให้เรารู้ว่าควรจะจัดการกำจัดขยะแต่ละประเภทอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและงบประมาณ หรือขยะเช่นใดบ้างที่ควรนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ การคัดแยกขยะเป็นขั้นตอนที่ดําเนินการภายหลังการเกิดขึ้นของขยะ และถือว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสําคัญต่อระบบการนําขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพราะสามารถลดการปนเปื้อนของวัสดุรีไซเคิลได้ รวมทั้งลดปริมาณขยะที่จะนําไปกําจัดทิ้งขั้นสุดท้ายลงได้ เนื่องจากขยะของสังคมเมืองมีปริมาณมาก หากไม่คัดแยก ค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะทั้งด้านงบประมาณ คน สถานที่ฝังกลบ การเก็บขน ก็ย่อมต้องสูงตามไปด้วย
 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคของคนเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการอาหารและน้ำดื่มเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือแม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกต่างๆในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิตและเป็นแหล่งพลังงานทั้งสิ้น
 ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นว่าการจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคบริการควบคู่กัน เพราะเป็นภาคส่วนที่ต้องรองรับความต้องการบริโภคของสมาชิกในสังคม เมื่อกระบวนการผลิตเน้นให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ แต่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก็เท่ากับเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่าจำกัดได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยลดการเกิดของเสียที่เกิดจากการผลิตและพยายามนำของเสียนั้นมาแปรรูปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง
ขยะแต่ละชนิด หากปล่อยให้ย่อยสลายตัวเองตามธรรมชาติ จะใช้ต้องใช้เวลาแตกต่างกัน บางชนิดย่อยได้เร็ว
บางชนิดใช้เวลานานหลายร้อยปี แสดงตัวอย่างดังตาราง
ชนิดของขยะ
ระยะเวลา
เศษกระดาษ
2-5 เดือน
เปลือกส้ม
6 เดือน
ถ้วยกระดาษเคลือบ
5 ปี
ก้นบุหรี่
12 ปี
รองเท้าหนัง
25-40 ปี
กระป๋องอะลูมิเนียม
80-100 ปี
ถุงพลาสติก
450 ปี
   ผ้าอ้อมเด็กชนิดสำเร็จรูป      
500 ปี
โฟม
ใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย

(ที่มา : ข้อมูลจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ม.ค.2548))

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขยะมูลฝอย

1. ความมักง่ายและขาดความสำนึกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก ซึ่งจะเห็นได้จากการทิ้งขยะลงตาพื้น
หรือแหล่งน้ำ โดยไม่ทิ้งลงในถังรองรับที่จัดไว้ให้ และโรงงาน
อุตสาหกรรมบางแห่งลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งตามที่ว่างเปล่า

2. การผลิตหรือใช้สิ่งของมากเกินความจำเป็น เช่น การผลิตสินค้าที่มีกระดาษหรือพลาสติกหุ้มหลายชั้น และการซื้อสินค้าโดยห่อแยกหรือใส่ถุงพลาสติกหลายถุง ทำให้มีขยะปริมาณมาก

3.การเก็บและทำลาย หรือนำขยะไปใช้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีขยะตกค้าง กองหมักหมม และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณจนก่อปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

วิธีใช้ EM กับ พืชผัก

วิธีใช้ EM กับ พืชผัก
 การเตรียมแปลง
    - ใส่โบกาฉิตารางเมตรละ 300 - 500 กรัม
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม ขยาย (1 : 100)
    - คลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้งและอินทรีย์วัตถุอื่นๆ
    - เพื่อหมักดินทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
การเพาะเมล็ดและย้ายกล้า
    - แช่เมล็ดในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    - แช่ต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    -ระยะเวลาแช่เมล็ดขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ด
 การดูแล
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม (1 : 500)ขยายอาทิตย์ละครั้ง
    - รดน้ำผสมอีเอ็มขยาย 1 : 500
    - ใส่โบกาฉิครั้งละ 1 - 2 กำมือต่อต้นต่อเดือน
หลังเก็บเกี่ยว
    - สับต้นพืชที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวลงในแปลง
    - โรยโบกาฉิ 300 - 500 กรัมต่อตารางเมตร
    - รด อีเอ็มขยาย 1 : 500 (เพื่อให้มีความชื้นเหมาะต่อการทำงานของจุลินทรีย์)
    - หมักไว้ 1 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าหรือหว่านเมล็ด
หลังเก็บเกี่ยว

 วิธีใช้ EM กับ นาข้าว
    - หว่านโบกาฉิ ไร่ละ 100 กิโลกรัม
    - รด อีเอ็มขยาย ไร่ละ 50 ลิตร
    -เพื่อย่อยสลายฟางให้เป็นปุ๋ย
ไถดะ
    - ใส่โบกาฉิอีกครั้งหนึ่งเท่าเดิม
    - รดด้วยอีเอ็มขยาย
    -ไถแปรเพื่อเตรียมหว่านและย้ายกล้า
เตรียมเมล็ดและต้นกล้า
    - แช่เมล็ดและต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000 ก่อนปลูก
    - พ่นอีเอ็มขยายและอีเอ็ม5 ที่แปลงเพาะกล้า
    -ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 20 ซม.
การดูแล
    - ใสอีเอ็มขยาย, FPE, EM5 เดือนละครั้ง (ผสมน้ำ 1: 500)
    - เทอีเอ็มขยายครั้งละ 50 – 100 ลิตรต่อไร่ไปตามน้ำที่ไหลเข้านา
    -ใช้อีเอ็มน้ำซาวข้าวแทนอีเอ็มขยายก็ได้

การทำฮอร์โมนพืชDmx


การทำฮอร์โมนพืชDmx

การทำฮอร์โมนพืช Dmxเป็นเทคนิคการหมักปุ๋ยน้ำ Dmx จากผลไม้สุก เป็นการสกัดสาร Jiberlalin จากพืช ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืช ที่ทำให้พืชแตกดอก แตกใบ แตกราก ได้ดี การใช้ฮอร์โมนพืช Dmx จึงเน้นประโยชน์ เพื่อเพิ่มผลผลิตในการปลูกพืช ช่วยให้การแตกตาดอก การผสมเกษรดีขึ้น เพื่อช่วยในการขยายพันธุ์พืชได้ผลดียิ่งขึ้น เช่นการปักชำ การตอนกิ่ง การแช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนการหว่าน การเพาะเมล็ด ช่วยทำให้การแตกรากพืชได้ดี

การทำฮอร์โมนชีวภาพDmx
ส่วนผสม
• กล้วยน้ำว้า, มะละกอ, ฟักทองแก่จัด อย่างละ 2 ก.ก.
• เตรียมน้ำจุลีนทรีย์ชีวภาพDmx + กากน้ำตาล + น้ำสะอาด ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 20 และควรหมักขยายไว้(ล่วงหน้า) 3 - 4 สัปดาห์

วิธีทำ 
• สับผลไม้สุกให้ละเอียดทั้งเปลือกเมล็ดใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด แล้วเติมน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx ให้ท่วมเนื้อผลไม้ หมักไว้ 1 - 2 สัปดาห์ กรองเอาเฉพาะน้ำฮอร์โมน นำไปใช้ได้
หรือผสมปุ๋ยแร่ธรรมชาติซีโอไลท์ กับน้ำฮอร์โมนพืช ในอัตราส่วน 1 : 10 หมักต่ออีก 1 – 2 วัน จะทำให้น้ำฮอร์โมนมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงรบกวนได้ด้วย

วิธีใช้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ทุกชนิด ในอัตราส่วน 1-2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร (หรือ 4 ซี.ซี.ต่อน้ำ 1 ลิตร –เฉพาะไม้ผล) ใช้ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สามารถเร่งให้พืชออกดอกออกผลก่อนฤดูกาล และสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่พืช ได้ด้วย
• ใช้ในการตัดชำกิ่ง โดยแช่กิ่งพันธุ์พืชในน้ำ ผสมฮอร์โมนDmx ในอัตราส่วน 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 100 ซี.ซี. แช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง แล้วนำไปปักชำ ทำให้กิ่งพันธุ์มีรากงอกเร็วขึ้น/มากขึ้น
• ใช้ในการตอนกิ่ง ใช้ ฮอร์โมนDmx ทาบริเวณที่ปลอกเปลือกกิ่งพันธุ์ให้ทั่ว ก่อนหุ้มด้วยดินหรือขุยมะพร้าว จะทำให้การแตกรากออกมากและเร็วขี้น
• ใช้แช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนการหว่าน ผสมฮอร์โมนDmx กับน้ำ ในอัตราส่วน 2 ซี.ซี. ต่อน้ำ 100 ซี.ซี. แช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง ทำให้อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น
 

การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO


การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO
การเพาะขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์DMO เป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์สร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การปรับปรุงบำรุงดิน และการรักษาสภาพแวดล้อม อีกทั้งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ และได้ประโยชน์สูงสุด

การขยายเชื้อจุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO เพื่อทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ Dmx
ส่วนผสม
1. จุลินทรีย์สร้างสรรค์ DMO(หัวเชื้อ) 1 ลิตร (ส่วน) 
2. กากน้ำตาล 1 ลิตร (ส่วน)
3. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม) 20 ลิตร (ส่วน)
4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 - 2 ลิตร
5. ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (ซีโอไลท์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส) 1 - 2 ก.ก.
วิธีทำ 
นำส่วนผสม 1. - 4. ผสมให้เข้ากัน หมักไว้ในแกลลอนที่สะอาด มีฝาปิดมิดชิด ใช้เวลาในการหมัก 3 วัน (หรือ หมักต่อ 7 – 15 วัน ยิ่งดีมาก) จะได้ จุลินทรีย์ชีวภาพ DMO ขยาย (1:1:20) จากนั้นให้นำมาแยกใส่ขวดน้ำไว้ โดยให้มีพื้นที่อากาศเล็กน้อย เพื่อสะดวกในการนำมาใช้แต่ละครั้ง และควรให้เก็บไว้ในที่ร่มในอุณหภูมิปกติ ไม่ให้ถูกแสงแดด

น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ DMO นำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ในอัตราส่วน 1 : 500 - 1,000 
• ปรับสภาพน้ำในบ่อปลาหรือตะพาบน้ำในอัตราส่วน 1: 5,000 – 10,000 สาดลงในบ่อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
• บำบัดกลิ่นเหม็นน้ำเน่าเสีย กองขยะ มูลสัตว์ ห้องส้วม ท่อระบายน้ำ โดยเทราดหรือฉีดพ่นให้ทั่ว สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
• ผสมน้ำฉีดพ่นหรือล้างคอกสัตว์ อัตราส่วน 1 ลิตรต่อน้ำ 100 ลิตร
การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพDmx 
ทำได้ง่าย โดยนำปุ๋ยธรรมชาติ (ซีโอไลท์ แคลเชียม ฟอสฟอรัส) มาผสมกับน้ำจุลินทรีย์ DMO (ขยาย 1:1:20) ในอัตราส่วน 1: 10 หรือ 1 : 20 หมักต่ออีก 1 - 2 วัน แล้วนำไปใช้ให้หมด
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ Dmx นำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้
• ผสมน้ำรดต้นไม้ในอัตราส่วน 1 : 500 - 1,000
• ใช้หยอดปากทางน้ำเข้านาข้าว หรือพืชไร่ ตลอดเวลาที่เอาน้ำเข้าในพื้นที่เพาะปลูก
• ใช้ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทุกรูปแบบ 

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขั้นตอนการทำนาข้าวอินทรีย์

 ขั้นตอนการทำนาข้าวอินทรีย์ 

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมพันธุ์ข้าว การคัดเลือกพันธุ์ข้าว
1. คัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ข้าวพันธุ์ ก.ข.6 จะชอบพื้นที่ในลุ่มมีน้ำขังตลอด ตั้งแต่ปักดำจนถึงออกรวงและมีแป้ง จึงจะปล่อยน้ำออกจากคันนาได้และได้ผลผลิตดีแต่ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิจะขึ้นได้ ดีในทุกพื้นที่ แต่ต้องให้มีน้ำขัง เนื่องจากการทำนาสิ่งสำคัญ คือ ต้องมีน้ำ
2. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว คัดเลือกแปลงข้าวที่มีต้นข้าว รวงข้าว เมล็ดข้าวที่โตแข็งแรง เมล็ดข้าวแก่จัดเมล็ดข้าวมีความสมบูรณ์ ถอนออกเป็นรวง ๆ ที่สมบูรณ์ที่สุด เก็บไว้ต่างหาก แล้วนำมาแยกเมล็ดข้าวและฟางข้าวออกจากกัน จากนั้นนำเมล็ดมาฝัด เมื่อคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก แล้วนำเมล็ดข้าว ที่คัดเลือกว่าดีแล้วตากแห้ง แล้วเก็บไว้ ทำพันธุ์ในปีต่อไป
กล้าข้าวอินทรีย์


ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมพื้นที่ทำนา
1. การเตรียมคูคันนา การทำนาจะต้องเตรียมคูคันนาให้มีความสูงประมาณ 50-70 เซนติเมตร ความหนา 60-80 เซนติเมตร เพื่อกักเก็บน้ำ เพราะข้าวจะขาดน้ำไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำขังจะเกิดวัชพืชในน้ำข้าว ทำให้ข้าวเจริญเติบโตช้าเสียเวลาในการกำจัดวัชพืช คันนาควรใส่ท่อระบายน้ำเพราะถ้าช่วงแรกในการปักดำไม่ควรให้ระดับน้ำสูง มากกว่า 10 เซนติเมตร เพราะต้นข้าวยังไม่แข็งแรงพอ ถ้ามีน้ำในแปลงนามาก จะทำให้ต้นข้าวเน่าได้ ควรมีท่อระบายน้ำออก
2. ปรับพื้นที่ในคันนาให้มีระดับเท่ากัน อย่าให้มีน้ำเอียงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อจะได้ขังน้ำอยู่ระดับเดียวกัน ถ้าหากพื้นที่นามีความลุ่ม มีระดับพื้นที่ในระดับเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นในการปรับพื้นที่
ขั้นตอนที่ 3 หลัง จากฤดูกาลเก็บเกี่ยวเสร็จ พื้นที่นายังมีฟางข้าว มีหญ้า ควรนำปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์ หว่านทั่วไป โดยคิดเฉลี่ย 200 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ แล้วฉีดพ่นด้วยน้ำยาจุลินทรีย์ให้ทั่ว แล้วไถกลบฟางข้าว จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายฟางข้าว ให้เน่าเปื่อย ทำให้ดินร่วนซุย เป็นอาหารของข้าวต่อไป สำหรับขั้นตอนนี้ควรทำในช่วงเดือนธันวาคม เพราะในช่วงนี้เป็นหน้าหนาว มีหมอกลงเหมาะในการขยายตัวของเชื้อจุลินทรีย์
ขั้นตอนที่ 4 นำ น้ำจุลินทรีย์มาหมักเมล็ดข้าว โดยให้น้ำจุลินทรีย์ ท่วมเมล็ดข้าว หากมีเมล็ดข้าวฟูน้ำ ให้เก็บออกให้หมด ควรแช่เมล็ดข้าวประมาณ 2-3 วัน แล้วนำขึ้นจากน้ำมาพักไว้ สัก 1 วัน แล้วนำมาหว่านในแปลงที่เตรียมไว้
ขั้นตอนที่ 5 การเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะข้าว
พอถึงฤดูการทำนา ถ้าหากปีไหนฝนดี คือ ฝนตกในช่วงเดือนมิถุนายน ควรเตรียมพื้นที่สำหรับกล้าพันธุ์ข้าว คือ เตรียมแปลงสำหรับเพาะพันธุ์ข้าว ซึ่งมีหลักพิจารณาดังนี้
1. ที่ดินร่วนซุย
2. อยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น สระน้ำ หนองน้ำ ถ้าหากฝนทิ้งช่วง จะได้อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำได้
วิธีเตรียมแปลงเพาะกล้าพันธุ์ข้าว
1. ที่มีน้ำขังพอที่จะหว่านกล้า เราก็ไถและคราดดินให้ร่วนซุย และระดับพื้นเสมอกัน ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วนำเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้มาหว่าน อย่าให้หนาหรือห่างจนเกินไป
2. ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าตั้งหน่อได้แข็ง นำน้ำจุลินทรีย์ ผสมน้ำพ่นต้นกล้าโดยผสมน้ำจุลินทรีย์ 3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วแปลงกล้า
3. ขังน้ำใส่ต้นกล้า อย่าให้ขาดจากแปลงกล้า
4. ก่อนจะถอนกล้า 5 วัน ให้น้ำจุลินทรีย์พ่นอีก เพื่อจะได้ถอนง่าย เพราะรากจะฟู
นาข้าวอินทรีย์



ขั้นตอนที่ 6 การปักดำ
ในช่วงก่อนการปักดำ เราควรขังน้ำไว้ในนา เพื่อจะทำให้ดินนิ่ม ดินไม่แข็ง ง่ายในการไถดำ เราควรจะกักน้ำเอาไว้
1. พอถึงเวลาดำนา เราควรปล่อยน้ำที่ขังออกจากคันนา ให้เหลือไว้ประมาณ 10-15 เซนติเมตร อย่าให้น้ำมากหรือน้อยจนเกินไป ถ้าน้ำมากจะทำให้ข้าวเปื่อย ถ้าน้ำน้อย หากฝนขาดช่วงจะทำให้ข้าวขาดน้ำ เพราะการทำนายังอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติจึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
2. ไถน้ำและคราดที่นาให้ดินร่วนซุย และนำต้นกล้ามาปักดำ ซึ่งกำหนดความห่างระหว่างต้นให้ห่างประมาณ 40 เซนติเมตร เพื่อให้แตกกอได้ดีและใส่ต้นกล้า กอละประมาณ 2-3 ต้นกล้า
3. เมื่อปักดำประมาณ 15 วัน นำจุลินทรีย์ไปผสมน้ำพ่นต้นข้าวในนา เพื่อกระตุ้นเชื้อจุลินทรีย์ที่หว่านตอนเตรียมดิน และจะทำให้ต้นข้าวแข็งแรงเติบโต และทนต่อศัตรูข้าว
4. คอยหมั่นดูแลต้นข้าว และดูแลระดับน้ำอย่าให้ขาดในนาข้าว หมั่นรักษาไม่ให้วัชพืชขึ้นในนาข้าว และพ่นจุลินทรีย์ในทุก ๆ 20 วัน จนถึงข้าวตั้งท้องแล้วจึงงดการพ่นจุลินทรีย์ แต่ยังคงรักษาระดับน้ำในคันนาอย่าให้ขาด
5. พอข้าวแก่พอสมควรก็ปล่อยน้ำจากคันนา และเตรียมเก็บเกี่ยวต่อไป
ประโยชน์การทำนาข้าวอินทรีย์
1. ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตมากขึ้น เพราะการให้ปุ๋ยจุลินทรีย์จะทำได้ผลผลิต 800 กิโลกรัมต่อไร่ โดยต้นทุนในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงแค่ประมาณ 200 บาท ต่อไร่ โดยอาจจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากในตอนแรก แต่จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อสภาพดินดีแล้ว ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีจะได้ผลผลิตประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ โดยต้นทุนการผลิตประมาณ 400 บาท ต่อไร่ และต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้นในทุก ๆ ปี
2. ได้สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์กลับคืนมา ดินร่วนซุย รากข้าวชอนไชหาอาหารง่าย กบ กุ้ง ปลา ชุกชุม มีสุขภาพชีวิตที่ดี มีอาหารปลอดสารพิษไว้บริโภค


ข้อมูลจาก:ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร 
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โครงการกลไกพลังงานสีเขียว

โครงการกลไกพลังงานสีเขียว

แม้ว่าสังคมเมืองกับสังคมชนบทจะห่างไกลกัน ไม่ว่าจะด้วยระยะทางหรือความเป็นอยู่ที่แตกต่าง แต่ด้วยความเป็นคนไทยด้วยกัน เราสามารถทำให้ระยะทางและความแตกต่างสั้นลงได้ด้วยน้ำใจที่ต่อเชื่อมกัน และด้วยการเป็นผู้ผลิตหรือให้บริการในกิจการใดๆ ไม่ได้หมายถึงการไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ต้องเกื้อหนุนสังคม หากแต่ด้วยประเทศยังต้องการการบริโภคสินค้าต่างๆ ความจำเป็นที่ต้องผลิตจึงมีอยู่ แต่ถ้ามีโอกาสตอบแทนหรือยื่นกลับให้สังคม โดยเฉพาะให้กับผู้ขาดหรือยังไม่มี หรือทำให้สังคมที่ห่างไกลได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น การย่นระยะทางหรือระยะห่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบทคงใกล้กันมากขึ้น



     ในพื้นที่ภูเขาหรือป่าทึบที่ห่างไกลของเมืองไทยบางชุมชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนบางประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำขนาดเล็กในการผลิตไฟฟ้า ที่หากพิจารณาด้านต้นทุนแล้วไม่มีความคุ้มทุน ด้วยมีต้นทุนสูงกว่าเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่หากนำไปติดตั้งให้กับชาวบ้านที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงนั้นจะมีความคุ้มค่านัก เพราะประหยัดค่าติดตั้งระบบสายส่งที่ต้องลงทุนระดับร้อยล้าน ในขณะที่สามารถช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การพัฒนาเหล่านี้สังคมเมืองและภาคอุตสาหกรรมสามารถมีส่วนร่วมช่วยเหลือโดยการให้การสนับสนุนผ่าน “กลไกพลังงานสีเขียว ”
กลไลพลังงานสีเขียว
     เป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนที่มาจากพลังงานหมุนเวียน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งผู้บริโภคที่ใช้ไฟฟ้าทั้งในรูปแบบองกรณ์และบุคคลทั่วไป ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ดังกล่าว สามารถสนับสนุนได้ในรูปแบบของการจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มและการบริจาคเพื่อนำไปจัดหาไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนให้มีมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาพลังงานสีเขียวในพื้นที่ห่างไกล โดยหัวใจหรือกลไกการทำงาน คือ ความร่วมมือของ 3 ฝ่ายคือ รัฐ เอกชน / ผู้บริโภค และหน่วยงานกลางในการพัฒนา
     ซึ่งจะร่วมกันจัดตั้งและบริหารจัดการเงินสนับสนุนกลไกพลังงานสีเขียวในรูปแบบของกองทุนโดยจะมีคณะกรรมการ กำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุนในการพัฒนาพลังงานสีเขียวตามวัตถุประสงค์
"เอกชน / ผู้บริโภค" : บริจาค / ให้เงินสนับสนุน
"รัฐ...กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรัษษ์พลังงาน" : ให้การรับรอง / มีมาตรการสนับสนุน
"หน่วยงานกลาง...โดย มพส." : ประสาน / ขับเคลื่อน / พัฒนาพลังงานสีเขียว
หัวใจในการพัฒนากลไกพลังงานสีเขียว
"กลไกพลังานสีเขียว" กลไกพัฒนาพลังงานหมุนเวียนชุมชน โดยระดมทุนจากภาคเอกชน ที่ให้ความสำคัญเรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) รวมถึงการรับบริจาคและสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปจะขยายการสู่การสร้างตลาดพลังงานสีเขียว (Green Energy Market) ที่ผู้บริโภคในรูปองค์กรและประชาชนจะสามารถเลือกใช้ / ซื้อพลังงานที่มาจากพลังงานสะอาดด้วยตนเอง

โครงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาและซ่อมแซมระบบแผงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์โครงการโซลาร์โฮมให้แก่ชุมชน

โครงการอบรมให้ความรู้ในการดูแลบำรุงรักษา และซ่อมแซมระบบรวมถึงประสานงานในการซ่อมแซมอุปกรณ์ และปรับปรุงระบบเพื่อให้สามารถใช้แผงโซลาร์เซลล์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป โดยมีพื้นที่เป้าหมายในปัจจุบัน ได้แก่
หมู่บ้านเตะโป๊ะปู่ ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
หมู่บ้านเกร๊ะคี ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
หมู่บ้านแม่แอบ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่



หมู่บ้านตะโป๊ะปู่ ต.แม่ต้าน จ.ตาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 12 กิโลวัตต์จ่ายไฟฟ้าให้ชาวบ้านรวม 60 หลังคาเรือน ปัจจุบันได้เริ่มมีการผลิตไฟฟ้าแล้ว โดยได้จัดอบรมการใช้งานและการดูแลรักษา ระบบให้แก่คณะกรรมการโรงไฟฟ้าประจำหมู่บ้านด้วย ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ควบคุมและจัดเก็บค่าสมาชิกไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า
หมู่บ้านเกร๊ะคี ต.แม่วะหล่วง จ.ตาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 2 กิโลวัตต์โดยจะผลิตไฟฟ้าให้กับวัด ดำเนินการแล้วเสร็จ มีนาคม 2552
หมู่บ้านห้วยปูลิง ต.บ้านหลวง จ.เชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษณ์พลังงาน ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจศักยภาพพร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านเทคนิคแก่ E for E เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 22 กิโลวัตต์


ข้อมูลจาก:มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม 


เอทานอลพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ

 เอทานอลพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ
 เอทานอลเป็นพลังงานทดแทนชนิดหนึ่ง เมื่อนำไปผสมกับน้ำมันสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเอทานอลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1.       วัตถุดิบประเภทแป้ง ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตรพวกธัญพืช เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง และพวกพืชหัว เช่น มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ เป็นต้น
2.        วัตถุดิบประเภทน้ำตาล ได้แก่ อ้อย กากน้ำตาล บีตรูต ข้าวฟ่างหวาน เป็นต้น
3.        วัตถุดิบประเภทเส้นใย เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รำข้าว เป็นต้น 
     กระบวนการผลิตเอทานอลเหมือนกับกระบวนการผลิตแอลกอฮอล์ เพียงแต่ต้องทำให้เอทานอลบริสุทธิ์ถึงร้อยละ 99.5  ถ้าเอทานอลมีน้ำปะปนอยู่มาก เมื่อนำไปใช้กับเครื่องยนต์จะทำให้เครื่องน็อก ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของเครื่องยนต์เกิดสนิมได้ กรรมวิธีหรือเทคโนโลยีในการแยกน้ำเพื่อผลิตเอทานอลที่นิยมมี 3 วิธี คือ
1.       กระบวนการแยกน้ำด้วยวิธีการกลั่นสกัดแยกกับสารตัวที่สาม (extractive distillation with the third component) โดยสารตัวที่สามที่ใช้คือ สารไซโคลเฮกเซน (cyclo-hexane)
2.        กระบวนการแยกด้วยวิธีเมมเบรน (membrane pervaporation)
3.        กระบวนการแยกด้วยวิธีโมเลคูลาซีฟ(molecular sieve reparation) 
การผลิตเอทานอล 1 ลบ.ม. จะทำให้เกิดน้ำเสีย 10 ลบ.ม. และน้ำเสีย 1 ลบ.ม. สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 35 ลบ.ม. 
จาก:มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม