วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิธีใช้ EM กับการเกษตร

วิธีใช้ EM กับ พืชผัก
 การเตรียมแปลง
    - ใส่โบกาฉิตารางเมตรละ 300 - 500 กรัม
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม ขยาย (1 : 100)
    - คลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้งและอินทรีย์วัตถุอื่นๆ
    - เพื่อหมักดินทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
การเพาะเมล็ดและย้ายกล้า
    - แช่เมล็ดในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    - แช่ต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
    -ระยะเวลาแช่เมล็ดขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ด
 การดูแล
    - ฉีด พ่น อีเอ็ม (1 : 500)ขยายอาทิตย์ละครั้ง
    - รดน้ำผสมอีเอ็มขยาย 1 : 500
    - ใส่โบกาฉิครั้งละ 1 - 2 กำมือต่อต้นต่อเดือน
หลังเก็บเกี่ยว
    - สับต้นพืชที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวลงในแปลง
    - โรยโบกาฉิ 300 - 500 กรัมต่อตารางเมตร
    - รด อีเอ็มขยาย 1 : 500 (เพื่อให้มีความชื้นเหมาะต่อการทำงานของจุลินทรีย์)
    - หมักไว้ 1 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าหรือหว่านเมล็ด
หลังเก็บเกี่ยว

 วิธีใช้ EM กับ นาข้าว
    - หว่านโบกาฉิ ไร่ละ 100 กิโลกรัม
    - รด อีเอ็มขยาย ไร่ละ 50 ลิตร
    -เพื่อย่อยสลายฟางให้เป็นปุ๋ย
ไถดะ
    - ใส่โบกาฉิอีกครั้งหนึ่งเท่าเดิม
    - รดด้วยอีเอ็มขยาย
    -ไถแปรเพื่อเตรียมหว่านและย้ายกล้า
เตรียมเมล็ดและต้นกล้า
    - แช่เมล็ดและต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000 ก่อนปลูก
    - พ่นอีเอ็มขยายและอีเอ็ม5 ที่แปลงเพาะกล้า
    -ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 20 ซม.
การดูแล
    - ใสอีเอ็มขยาย, FPE, EM5 เดือนละครั้ง (ผสมน้ำ 1: 500)
    - เทอีเอ็มขยายครั้งละ 50 – 100 ลิตรต่อไร่ไปตามน้ำที่ไหลเข้านา
    -ใช้อีเอ็มน้ำซาวข้าวแทนอีเอ็มขยายก็ได้

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปรากฏการณ์โลกร้อน

  ปรากฏการณ์โลกร้อน เป็นคำจำเพาะคำหนึ่งของอุบัติการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก โดยที่ "การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ" มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในทุกช่วงเวลาของโลก รวมทั้งเหตุการณ์ปรากฏการณ์โลกเย็นด้วย โดยทั่วไป คำว่า "ปรากฏการณ์โลกร้อน" จะใช้ในการอ้างถึงสภาวะที่อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่าน มา และมีความเกี่ยวข้องกระทบต่อมนุษย์ ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ใช้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” (Climate Change) สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกระทำจากภายนอก ซึ่งรวมถึงการผันแปรของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ (แรงกระทำจากวงโคจร) การระเบิดของภูเขาไฟ  และการสะสมของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกยังคงเป็นประเด็น การวิจัยที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี มีความเห็นร่วมทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) บ่ง ชี้ว่า ระดับการเพิ่มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนที่มี อิทธิพลสำคัญที่สุดนับแต่เริ่มต้นยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา สาเหตุข้อนี้มีความชัดเจนมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีข้อมูลมากพอสำหรับการพิเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานอื่นในมุมมองที่ไม่ตรงกันกับความเห็นร่วมทางวิทยา ศาสตร์ข้างต้น ซึ่งนำไปใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่อุณหภูมิมีค่าสูงขึ้น สมมุติฐานหนึ่งในนั้นเสนอว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลจากการผันแปรภายในของดวงอาทิตย์
ผลกระทบจากแรงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในฉับพลันทันใด เนื่องจาก “แรงเฉื่อยของความร้อน” (thermal inertia) ของมหาสมุทรและการตอบสนองอันเชื่องช้าต่อผลกระทบทางอ้อมทำให้สภาวะภูมิอากาศ ของโลก ณ ปัจจุบันยังไม่อยู่ในสภาวะสมดุลจากแรงที่กระทำ การศึกษาเพื่อหา “ข้อผูกมัดของภูมิอากาศ” (Climate commitment) บ่งชี้ว่า แม้แก๊สเรือนกระจกจะอยู่ในสภาวะเสถียรในปี พ.ศ. 2543 ก็ยังคงมีความร้อนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสอยู่ดี

ปรากฏการณ์เรือนกระจก ค้นพบโดยโจเซฟ ฟูเรียร์ เมื่อ พ.ศ. 2367 และได้รับการตรวจสอบเชิงปริมาณโดยสวานเต อาร์รีเนียส ในปี พ.ศ. 2439 กระบวนการเกิดขึ้นโดยการดูดซับและการปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดโดยแก๊สเรือนกระจกเป็นตัวทำให้บรรยากาศและผิวโลกร้อนขึ้น
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โรคเลปโตสไปโรซีส ( (Leptospirosis)หรือโรคฉี่หนู

 โรคเลปโตสไปโรซีส ( (Leptospirosis)หรือโรคฉี่หนู
  โรคเล็ปโตสไปโรซิส มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ชื่อ เล็บโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans)โรคนี้พบได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยในสัตว์ที่เป็นพาหะนั้นอยู่รอบตัวเราเอง มักพบในหนู วัว ควาย สุกร หมา แมว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวสำคัญที่พบบ่อยที่สุดคือ หนูนั่นเอง ซึ่งเป็นที่มาของ โรคฉี่หนู  หนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ สาเหตุที่หนูมีเชื้อนี้ เพราะหนูได้สะสมสารเคมีต่างๆที่เกษตรกรใช้ในกระบวนการเกษตรกรรม เช่น การใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมี เป็นระยะเวลานาน  ส่วนมากจะเป็นในนาข้าว ซึ่งจะทำให้เกิดการปนเปื้อนและสะสมในดิน หรือ ผลิตผล เช่น นาข้าว ไร่อ้อย เป็นต้นเมื่อหนูกินข้าว,หญ้า,วัชพืช มันก็จะสะสมสารเคมีเหล่านี้ด้วย พราะเชื้อจะอยู่ในไต ของหนู เมื่อหนูฉี่ออกมา เชื้อก็จะออกมาด้วย และปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดินโคลนที่ชื้นแฉะ หนองบึง หรือในนาข้าว เมื่อเราไปย่ำน้ำ โดยไม่ใส่อะไรป้องกัน
ารติต่อของโรคฉี่หนู
การติดต่อ
 มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อหนาว มีน้ำขัง โอกาสติดต่อจากคนสู่คนมีน้อยมาก ไม่ต้องรังเกียจ แต่เป็นโรคที่ติดต่อจาก สัตว์สู่คน ง่ายมาก เพียงจากฉี่หนู ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในน้ำ และที่แย่ก็คือ เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำ ได้หลายเดือน และ สำหรับสัตว์นั้น ที่น่ากลัวก็คือ เมื่อสัตว์เช่น วัว ควาย หมู ไปกินน้ำหรืออาหาร ที่มีเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย เชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าไปที่ไต ทุกครั้งที่สัตว์พวกนี้ฉี่ออกมา ก็จะปล่อยเชื้อโรคออกมาด้วย

 อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดง ของโรคเล็ปโตสไปโรซิสนั้นมีได้ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อย จนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต กว่า 90% ของผู้มีอาการจะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ส่วนเล็ปโตสไปโรซิสที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10% ของผู้ติดเชื้อ

    โรคเล็ปโตสไปโรซิสแบบไม่เหลือง (anicteric leptospirosis) แบ่งเป็น 2 ระยะ
ระยะมีเชื้อในเลือด (leptospiremic phase) ระยะนี้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งในโรคเล็ปโตสไปโรซิสจะมีลักษณะเฉพาะคือ ปวดบริเวณน่อง หลัง และหน้าท้อง ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการปวดศีรษะมาก โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าหรือหลังเบ้าตา อาการอื่นๆที่อาจพบได้ ได้แก่ เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก ผื่น สับสน ไอเป็นเลือด อาการแสดงที่อาจตรวจพบ ได้แก่ เยื่อบุตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต คอแดง กดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ ตับม้ามโต อาจพบอาการดีซ่านได้เล็กน้อย อาการในระยะนี้จะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ช่วงที่ไม่มีอาการจะนาน 1-3 วัน ก่อนจะเข้าสู่ระยะที่สอง
ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (leptospiruric phase) ระยะนี้เป็นผลมาจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาการและอาการแสดงมีความจำเพาะและความรุนแรงน้อยกว่าในระยะแรก ลักษณะที่สำคัญของโรคในระยะนี้คือ กว่า 15% ของผู้ป่วย จะมีอาการและอาการแสดงของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ (aseptic meningitis) ส่วนใหญ่พบในเด็ก ซึ่งอาจหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรืออาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์ สำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ มักเกิดตามหลังอาการเริ่มแรกของโรคนานหลายเดือน และคงอยู่ได้นานเป็นปี

    โรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง (severe leptospirosis)
โรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง หรือกลุ่มอาการเวล (Weil's Syndrome) กลุ่มอาการนี้มีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 5-15% พบได้เป็นพิเศษในการติดเชื้อในซีโรวาร์ อิกเทอโรฮีมอราเจียอี/โคเปนเฮเกไน (icterohaemorrhagiae/copenhageni) อาการในระยะเริ่มแรกไม่ต่างจากโรคเล็ปโตสไปโรซิสแบบไม่เหลือง แต่ไม่มีลักษณะที่แบ่งออกเป็นสองระยะชัดเจน มักแสดงอาการรุนแรงใน 4-9 วันหลังจากเริ่มมีอาการ ประกอบด้วย
    * อาการดีซ่าน ที่พบในกลุ่มอาการเวล จะมีลักษณะเหลืองมากจนแทบเป็นสีส้มเมื่อสังเกตทางผิวหนัง มักพบตับโตร่วมกับกดเจ็บ ประมาณ 20% ของผู้ติดเชื้อมีอาการม้ามโตร่วมด้วย มีไม่มากนักที่เสียชีวิตจากภาวะตับวาย
    * ไตวายเฉียบพลัน
    * อาการทางปอด เช่น ไอ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย จนถึงระบบหายใจล้มเหลว
    * ความผิดปกติทางระบบการแข็งตัวของเลือด มีตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น เลือดกำเดา จ้ำเลือดตามผิวหนัง ไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในช่องเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น
    * อาการอื่นๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อลายสลายตัว เม็ดเลือดแดงแตก เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอ่อนอักเสบรุนแรง ภาวะการทำงานของอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ เป็นต้น

โรคเล็ปโตสไปโรซิส ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เช่น
    * การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
    * การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะ หรือ ของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
    * เข้าผ่านเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา และปาก
    * ไชเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน
    * ไชเข้าทางผิวหนังปกติที่เปียกชุ่มจากการแช่น้ำนานๆ

ระยะฟักตัวของโรคใช้เวลา 1-2 สัปดาห์แต่อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์ แบ่งเป็นระยะมีเชื้อในเลือด (leptospiremic phase) ซึ่งจะเริ่มแสดงอาการและส่วนใหญ่จะหายไปเองใน 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีก 1-3 วันจะเข้าสู่ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (leptospiruric phase) ผู้ป่วยบางส่วนจะแสดงอาการอีกครั้ง ประมาณ 5-10% ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการของโรคเล็ปโตสไปโรซิสรุนแรง

โรคเล็ปโตสไปโรซิสแพร่กระกายและเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงปลายฤดูฝน พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในรรมชาติ พบโรคนี้ได้มากตามจังหวัดที่ทำการปลูกข้าว บริเวณที่ต้องย่ำน้ำ หรือแหล่งน้ำขังที่มีพาหะนำโรคชุกชุม อาจรวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้วย

 การดำเนินชีวิตที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคนี้ คือ
-ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว หว่านแห โดยไม่สวมรองเท้าบู๊ต ทำให้เกิดบาดแผล รอยขีดข่วน จึงติดโรคได้ง่าย
-เดินเท้าเปล่าในคอกสัตว์ โดยพื้นคอกสัตว์เปื้อนเยี่ยวสัตว์
-ชำแหละสัตว์โดยไม่สวมถุงมือ โดยเฉพาะทำอาหารจากหนู
-กินเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ที่ยังไม่ได้ปรุงให้สุก
-เดินย่ำน้ำ ลุยโคลน ที่น้ำขัง หรือชื้นแฉะ
-อาบน้ำ กลืนน้ำ และลืมตาในน้ำ ที่มีเชื้อโรคอาศัยอยู่
-กินผักสด ผลไม้ที่ปนเปื้อนเยี่ยวหนู และล้างไม่สะอาด
-ดื่มน้ำ กินอาหาร ที่ปนเปื้อนเยี่ยวหนู ที่ไม่ทำให้ร้อนก่อนกิน

กลุ่มประชากรบางกลุ่มถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค ได้แก่
    * สัตวแพทย์
    * ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง
    * การสันทนาการและกีฬาทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือแคนู วินด์เซิร์ฟ สกีน้ำ ไตรกีฬา ฯลฯ
การรักษา
โรคเล็ปโตสไปโรซิสสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน

 การป้องกัน
เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคฉี่หนู ควรหลีกเลี่ยงจากแหล่งสกปรก บริเวณที่เป็นแหล่งสะสม ของเชื้อโรค และควรปฏิบัติตัวให้ถูกสุขลักษะดังนี้
๑. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ลุยน้ำหรือว่ายน้ำในขณะที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าหากจำเป็น ต้องพยายามไม่ให้น้ำเข้าตา จมูก หรือปาก
๒. หลีกเลี่ยงการเดินย่ำโคลน ดินชื้นแฉะ ด้วยเท้าเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบาดแผล รอยขีดข่วน ที่ขา และเท้า ควรสวม รองเท้ายางหุ้มข้อ เพื่อการป้องกันเชื้อโรค
๓. ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด ไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรค
๔. กำจัดขยะ ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และที่อาศัยของหนู
๕. ควรเก็บอาหารไว้ในที่มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้หนูถ่ายปัสสาวะรดอาหาร
๖. อาหารที่ค้างมื้อ เมื่อจะนำมากินในมื้อต่อไป จะต้องนำมาอุ่นให้เดือดเสียก่อน เพื่อให้เชื้อโรค ที่อาจปะปนอยู่ในอาหาร ถูกทำลายโดยความร้อน
๗. ถ้ามีบาดแผลหรือรอยถลอก ควรปิดปลาสเตอร์ก่อนลงน้ำ
๘. นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี
๙. ควรปิดฝาโอ่งน้ำหรือภาชนะบรรจุน้ำ เพื่อป้องกันหนูมาถ่ายปัสสาวะลงไปในน้ำ
๑๐. ภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร ควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรค
๑๑. ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหาร
    การป้องกันที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แท้จริงแล้ววิธีที่ถูกต้องที่สุดคือ การป้องกันที่ต้นเหตุ โดยต้องเกิดจากการที่เกษตรกรต้องมีความเข้าใจอันถูกต้อง และตระหนักถึงโทษของการใช้สารเคมีที่มากเกินไป จนทำให้ระบบนิเวศน์เสียไป หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ควรมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร หรือบุคคลากรที่ทำหน้าที่ด้านนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/
สารอโศกหมอชาวบ้าน ฉบับที่ ๒๗๒ และ น.ส.พ.ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การทำน้ำส้มควันไม้

การทำน้ำส้มควันไม้
           น้ำ ส้มควันไม้ เป็นของเหลวสีน้ำตาลใส มีกลิ่นควันไม้ ได้มาจากการควบแน่นของควัน ที่เกิดจากการผลิตถ่านไม้ ช่วงที่ไม้กำลังจะเปลี่ยนเป็นถ่าน ถ่ายเทความร้อนจากปล่องดักควันสู่อากาศ รอบปล่องดักควันความชื้นในควัน จะควบแน่นเป็นหยดน้ำ ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดอะซิติกมีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลแกมแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 3 เดือน
ในที่ร่ม ไม่สั่นสะเทือนเพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอนและแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา (ลอยอยู่ผิวน้ำ)น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ (ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง) แยกน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป



วัสดุอุปกรณ์
   1. อิฐ   500  ก้อน
   2. ถังน้ำมัน  200  ลิตร  2  ถัง
   3. ไม้ไผ่ยาว  8  เมตร พร้อมเจาะรู จำนวน  2 ลำ
   4. ความกว้าง 1.75 เมตร ยาว 1.15  เมตร สูง 60 ซม.
ประโยชน์น้ำส้มควันไม้
                น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจะมีคุณสมบัติ เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้
ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น    เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้นก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสม
วัตถุประสงค์ของการทำน้ำส้มควันไม้
-  เพื่อเป็นการจัดการเศษไม้  ให้เกิดประโยชน์
-  ส่งเสริมให้ใช้ถ่านแทนก๊าซหุงต้ม
-  แนะนำส่งเสริมน้ำส้มควันไม้เพื่อเป็นผลพลอยได้จากการตัดกิ่งไม้

ด้านครัวเรือน
   1. น้ำส้มควันไม้ 100% ใช้รักษาแผลสด
   2. น้ำส้มควันไม้ 20 เท่า ทำลายปลวกและมด
   3. น้ำส้มควันไม้ 50 เท่า ป้องกับปลวก มด และแมลงต่างๆ
   4. น้ำส้มควันไม้  100 เท่า และ 200 เท่า และลดกลิ่นและแมลง  ผสมผงถ่านใช้ย่อยและป้องกันโรคท้องเสีย  ปรับปรุงคุณภาพเนื้อสัตว์ใหญ่และเพิ่มปริมาณวิตามิน
ด้านการเกษตร
-  ผสมน้ำ  20 เท่า พ่นลงดินทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
-  ผสมน้ำ 50 เท่า  ฆ่าจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช
-  ผสมน้ำ 200 เท่า ฉีดพ่นใบไม้ขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา
ด้านอุตสาหกรรมครัวเรือน
- ใช้ผลิตสารดับกลิ่น, สารปรับผิวนุ่ม, ทำให้เนื้อนิ่ม
- ใช้ย้อมผ้า
- ป้องกันเนื้อไม้จากเชื้อราและแมลง
- เป็นยารักษาโรคผิวหนังเชื้อไทฟอยด์
- เสริมภูมิต้านทานฮอร์โมนทางเพศ
- น้ำส้มควันไม้ที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วนำไปใช้กระบวนการอาหาร เช่น หยด รม เคลือบหรือเติมแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนรวก บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ                                                      
วีธีการเผา
                ใส่ไม้ลงถัง 200 ลิตร ประมาณ 80 ก.ก. โดยเริ่มเก็บน้ำส้มที่อุณหภูมิปากปล่อง 80 องศา  และหยุดเก็นที่ 150 องศา โดยอุณหภูมิดังกล่าวจะไม่มีสารก่อมะเล็ง ใช้เวลาเผา 10 ชม. ได้ถ่าน 15 ก.ก ได้น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร
ข้อควรระวังในการ ใช้น้ำส้มควันไม้
1. ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
2. เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
3. น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ย แต่เป็นตัวเร่งปฎิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตร จะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4. การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5. การนำ น้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
6. การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย
ผลดีที่จะได้กับดินมีดังนี้
-   ความเสียหายที่เกิดจากแมลงและโรคในดินลดลง
-  น้ำส้มไม้เพิ่มประสิทธิภาพให้ปุ๋ย โดยทำให้ง่ายต่อการดูดซึมของพืช
-  น้ำส้มไม้ลดความเสียหายอันเกิดจากความเค็ม
     ควรจะใช้ร่วมกับอย่างอื่น เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการปรับคุณภาพของดินในระยะยาว

การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์
                น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันที เนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่านไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้นควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกัน ระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและ สูง ดังนั้นจะมีน้ำมันดิน และสารระเหยง่ายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้ จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิด ปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้ นอกจากนั้นหากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้ ดังนั้นเมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้แล้ว ต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้ บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้โดย นำถ่านล้างน้ำให้สะอาดตากให้แห้งบดเป็นผง  (อัตราส่วนน้ำส้มควันไม้  100 ลิตร / ผงถ่านบด 5 กก. )กวนให้เข้ากัน  ทิ้งไว้ 45 วันสารที่ก่อมะเร็งจะตกอยู่ชั้นกลาง  ใส่ภาชนะทิ้งไว้อีก 45 วันให้ตกตะกอนซึ่งก็คือน้ำส้มควันไม้ที่จะนำไปใช้นั้นเอง ส่วนชั้นล่างสุด นั้นเป็นของเหลวข้นสีดำ เราสามารถนำไปกำจัดปลวกได้

การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้
                การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้ ต้องเก็บในที่เย็นร่มหรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง และ ไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้ง น้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับอากาศและรังสีอันตราไวโอเลต ในแสงอาทิตย์ กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินก็จะมีสารก่อมะเร็งด้วย และหากนำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี

ข้อมูลจาก www.sirikitdam.egat.com/dindam/som.php   

การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อม

 การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อม
การใช้ EM กับสิ่งแวดล้อมมีเทคนิคการใช้ ดังนี้
1. การกำจัดขยะ
2. การบำบัดน้ำเสีย
3. การกำจัดกลิ่น
4. การกำจัดขยะเปียก

            1. การกำจัดขยะ
            1.1 ขยะที่กระจัดกระจายบนผิวดิน นำมากองรวมกัน หรือทับถมกัน อยู่ในน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น แมลงวัน กำจัดด้วยการใช้ EM ขยาย ผสมน้ำ 500 เท่า (หาก ขยะแห้ง ผสมน้ำ 1,000 เท่า) ฉีดพ่นให้ทั่วทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง จะส่งผลให้
            - ขยะถูกย่อยได้เร็ว
            - แมลงวันลดลง
            - กลิ่นหมดไป
            - น้ำที่ไหลออกไปเป็นน้ำปุ๋ย
            1.2 ขยะที่กองในที่ลุ่ม หรือมีหลุมฝังกลบ ใช้ EM พ่นต่อเนื่อง เมื่อมีการนำขยะมาทิ้งใหม่ 5-7 วัน กลบดินบางๆ การกลบดินจะช่วยให้เกิดการหมักและย่อย สลายได้เร็วขึ้น จะยุบและถมต่อได้อีกหลายครั้ง
            1.3 การนำขยะไปทำปุ๋ย ต้องหมักด้วย EM จึงจะไม่เป็นพิษภัย เพราะขยะหลายชนิดมีพิษ
            1.4 ขยะมีพิษ ขุดหลุมฝังอย่างเดียว ก่อนกลบควรพ่น EM ให้ทั่วแล้วกลบ จะไม่เกิดพิษต่อไปได้อีก
          
            2. การบำบัดน้ำเสีย
            ใช้อุปกรณ์สำคัญ 2 อย่าง คือ EM ขยายกับ EM บอล (ดังโหงะ)
            - EM ขยาย ใช้ฉีดพ่น 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตร (1 : 10,000)
            - EM บอล (ดังโหงะ) กำจัดโคลนตมใต้ผิวน้ำ และบำบัดน้ำเสียที่มีลักษณะเคลื่อนไหว 1 ลูก ต่อน้ำ 10 คิว (ลูกบาศก์เมตร)
            การ บำบัดน้ำเสียจากโรงงาน โรงแรม โรงเลี้ยงสัตว์ โรงอาหาร จะมีแหล่งเกิดน้ำเสียชัดเจน การแก้ปัญหาน้ำเสีย ทำดังนี้
            2.1 พ่น EM ขยาย หรือใช้ EM บอล (ดังโหงะ) บำบัดน้ำเสียทั้งหมดในบ่อบำบัดและแหล่งเก็บอื่นๆ
            2.2 ผสม EM ขยาย กับน้ำที่ไหลออกจากแหล่งกำเนิดน้ำเสียตลอดเวลา (เช่น ระบบน้ำหยด) แล้วน้ำจะไม่เน่าเสีย แต่ควรมีบ่อบำบัดด้วย

            3. การกำจัดกลิ่น
            กลิ่นเกิดจากขยะเน่าเสีย น้ำเสียจากโรงงานและแหล่งเลี้ยงสัตว์ หากบำบัดน้ำสะอาดแล้วด้วย EM กลิ่นจะหายไปด้วย แต่ยังจะมีกลิ่นจากมูลสัตว์ กากมัน และอื่นๆ กำจัดได้ด้วย EM ขยายเช่นกัน ด้วยการผสมน้ำแล้วฉีดพ่นให้ทั่ว

            4. การใช้ EM กำจัดขยะเปียก
            ขยะ เปียก หมายถึง ขยะจากโรงครัว เป็นเศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหาร และน้ำซาวข้าว หากทิ้งทั่วไปเป็นตัวทำให้เกิดมลภาวะมากที่สุด การบำบัดก่อนด้วย EM จะเป็นประโยชน์และป้องกันมลพิษได้ มี 2 ลักษณะ คือ
            4.1 ขยะจากเศษอาหาร หากนำไปทิ้ง จะเป็นเหตุให้เกิดมลภาวะและเชื้อโรคได้มาก ควรบำบัดก่อนโดยวิธีหมักดังนี้
            วิธีหมัก
            - สับหรือหั่นให้ละเอียด ผสมโบกาฉิในอัตราส่วน เศษอาหาร 1 กิโลกรัม ต่อโบกาฉิ 1 กำมือ (100 กรัม)
            - ใส่ถังหมักที่ทำขึ้นเอง หรือถังสำเร็จ ครั้งเดียวเต็มถัง หรือหลายครั้งก็ได้
            - เมื่อเต็ม หมักไว้ 7 วัน

            วิธีใช้
            หมักครบ 7 วัน เปิดน้ำใส่ภาชนะไว้ใช้ กากนำไปเป็นปุ๋ย โดยวิธีฝัง หรือเป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ ปลา น้ำหมักนำไปใช้ดังนี้
            1. ผสมน้ำ 500 เท่า เป็นปุ๋ยรดพืชผัก
            2. ผสมน้ำ 100 เท่า เช็ดถูพื้นห้องน้ำ กระเบื้องโมเสด
            3. บำบัดน้ำเสียด้วยการเทลงโถส้วม แหล่งน้ำ สาธารณะ

            4.2 น้ำซาวข้าว หากปล่อยทิ้งลงร่องน้ำ แหล่งน้ำเสีย จะเป็นบ่อเกิดของมลภาวะสูงสุด หากมีการบำบัดก่อนทิ้ง จะลดการเกิดมลภาวะได้มากทีเดียว

            วิธีหมัก
            - น้ำซาวข้าว 1-2 ลิตร ผสม EM หัวเชื้อ 10 ซีซี (1 ช้อนแกง) และกากน้ำตาลเท่ากัน คนให้ละลาย บรรจุในภาชนะให้เต็ม หมักไว้ 5-7 วัน
            - ระยะหมักได้ 2-3 วัน ควรเปิดให้แก๊สออกบ้าง

            วิธีใช้
            1. ผสมน้ำ 500 เท่า รดพืชผักเสมอๆ มีคุณภาพเป็นปุ๋ย
            2. ผสมน้ำ 100 เท่า สำหรับซักทำความสะอาดเสื้อผ้า โดยแช่ไว้ก่อน 20-30 นาที ขยี้แล้วล้าง 1 น้ำ ตาก
            3. ผสมน้ำ 100-200 เท่า ล้างจาน ชาม เช็ดถูพื้น ผนัง ห้องน้ำ-ส้วม กระจก เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ฯลฯ (ต้องบิดผ้าให้สะเด็ดน้ำ)
            4. ผสมน้ำ 500 เท่า ฉีดพ่น ปรับสภาพอากาศในบ้าน หรือแหล่งที่อากาศ ไม่บริสุทธิ์
            5. บำบัดน้ำเสีย โดยใส่โถส้วม เทลงร่องน้ำ หรือแหล่งน้ำสาธารณะ
            ฯลฯ

ข้อมูลจาก บริษัท อี เอ็ม คิวเซ จำกัด

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มาตรการการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

   มาตรการในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่งตามแนวทางสากล 
ได้แก่ การพยายามรักษาสภาพของพื้นที่ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และปรับวิถีการดำเนินชีวิตถึงสิ่งก่อสร้างให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ นอกจากในกรณีที่การกัดเซาะรุกล้ำพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เดิม สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่ง สามารถแบ่งตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หาด ได้แก่ หาดทราย และหาดโคลน
หาดทราย การใช้อ่าววงพระจันทร์ หรือการจำลองสันทรายรูปหางปลา (Fishtail Sand Dune) เพื่อ
ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของอ่าวทั้งสองมีคุณสมบัติในการคงความ
สมดุลย์ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการกัดเซาะน้อย ดังเช่น หาดจอมเทียน หรือ ในกรณีแก้ไขปัญหาของ
หมู่เกาะ Maldives ที่มีการก่อสร้างโครงสร้างสันหินเป็นรูปปีกวงพระจันทร์ที่ปลายหาดทั้งสองด้านเพื่อ
รักษาผืนทรายที่ถูกกัดเซาะ
นอกจากนี้ยังมีการสร้างจำลองสันทรายรูปหางปลา เช่นที่หาดแสงจันทร์
จังหวัดระยอง โดยกรมเจ้าท่ามีความจำเป็นในการสร้างสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการกัดเซาะได้รุกล้ำเข้า
มาถึงแนวถนน หาดโคลน กรณีการแก้ไขปัญหาหาดโคลนนั้นมีความซับซ้อนกว่าพื้นที่หาดทราย
กรวด/หิน โดยการแก้ปัญหาทำได้โดยการส่งเสริมให้เกิดการตกตะกอนของดินโคลน โดยอาศัยการ
ขยายพื้นที่ป่าชายเลนหรือการสร้างสิ่งก่อสร้าง เพื่อลดแรงกระทำจากคลื่นลมแรง
แนวทางการแก้ใขป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

1. การปลูกป่าชายเลน เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งควรทำตลอด
ชายฝั่ง 108 กิโลเมตร วิธีนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน และชุมชนสูง ทั้งยังต้องได้รับ
การสนับสนุนทางด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
2. การใช้โครงสร้างสลายพลังงานคลื่น เป็นแนวทางเลือกสำหรับใช้การแก้ปัญหาในบางพื้นที่ที่มีการ
กัดเซาะรุนแรง โดยคัดเลือกลักษณะของแนวกันคลื่นให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
- เขื่อนกันคลื่นแบบทึบน้ำ ได้แก่ กำแพงหินทิ้ง ไส้กรอกทราย สามารถป้องกันคลื่นได้ดี โดย
ลดความแรงของคลื่นลงประมาณ 50 % แต่ส่งผลให้มีการตกตะกอนน้อยกว่าแบบอื่นๆ สำหรับกำแพง
ทิ้งมีข้อจำกัดที่สามารถสร้างได้ไม่เกิน 2 เมตรก็จมเนื่องจากน้ำหนักหินเอง ในขณะที่ไส้กรอกทราย
มีการกระจายน้ำหนักที่ดีกว่า แต่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ไม่ใช่ดินเลนเมื่อการรั่ว
ของทราย
- แนวกันคลื่นแบบโปร่ง ได้แก่ เสาเข็มปักหรือไม้ไผ่ปัก สามารถป้องกันคลื่นได้น้อยกว่า โดยลดความแรง
ของคลื่นได้ประมาณ 30 % และประสิทธิภาพจะยิ่งลดลงเมื่อความยาวของคลื่นน้ำมีมาก แต่โครงสร้าง
โปร่งนี้จะสามารถดักตะกอนข้างหลังแนวโครงสร้างได้มากกว่า
- เขื่อนกันคลื่นแบบไม่ทึบน้ำ และมีการเสริมฐานราก สามารถป้องกันคลื่นได้ดีและมีปริมาณของการ
ตกตะกอนสูง หากแต่จะได้ผลเมื่อมีตำแหน่งอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชายฝั่งข้าง
3. การลด/หยุด การขุดลอกตะกอนที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง
แนวทางการแก้ใขปัญหาอุทกภัย
1. พื้นที่แก้มลิง ควรมีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับน้ำท่วม ได้แก่ การใช้พื้นที่ทางการเกษตร ประมาณ
1,380,924 ไร่ มีความลึกน้ำเฉลี่ยประมาณ 0.4 เมตร ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ 883.8 ล้าน ลบ.ม.
ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายชดเชยให้กับเกษตรกร การลงทุนโดยวิธีนี้ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับแนวทางอื่น
เนื่องจากมีการก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างที่ควบคุมการระบายน้ำ

2. การสร้างเส้นทางผันน้ำ (By Pass) ระบายน้ำผ่านลำน้ำสายใหม่ส่งต่อสู่พื้นที่ที่เตรียมไว้รองรับ
การระบายน้ำ เช่น พื้นที่แก้มลิง หรือ อ่าวไทย เช่นเดียวกับ แม่น้ำดานูป
ข้อดี ช่วยระบายน้ำทางด้านเหนือก่อนเข้าไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ นอกจากนี้พื้นที่ดินตลอด
สองแนวฝั่งคลองสามารถพัฒนาเป็นโครงการใหม่เพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจได้
ข้อเสีย มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงมาก (กว่าหนึ่งแสนล้านบาท, JICA 2000) และประชาชน
ได้รับผลกระทบจากการเวรคืนที่ดิน

3. การสร้างคันเขื่อนป้องกันตลิ่ง (Dike, Levee) ได้แก่ การสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม โดย
ให้เข้ากับธรรมชาติได้ เช่น Sana River, Mota-ara River/ Koshigaya City ในประเทศญี่ป่นุ หรือ
พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ ได้แก่ สวนสันติชัยปราการ นอกจากนี้
การสร้างแนวทางเดินริมน้ำก็สามารถประยุกต์ให้เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้
ข้อดี สามารถออกแบบปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับใช้พักผ่อน และประกอบกิจกรรม
สันทนาการสำหรับประชาชนทั่วไปได้
ข้อเสีย เขื่อนป้องกันตลิ่ง มีความสูง บดบังทัศนียภาพ ในปัจจุบันการออกแบบเขื่อนในประเทศ
ยังเน้นการแก้ใขปัญหาทางด้านวิศวกรรมเป็นหลัก ซึ่งยังขาดการออกแบบให้สภาพ
สอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่ริมน้ำ

การกัดเซาะชายฝั่งเนื่องด้วยภาวะโลกร้อน

  การกัดเซาะชายฝั่ง(Coastal Erosion) เป็นวิถีทางธรรมชาติ ประกอบกับผลจากการกระทำของ
มนุษย์ที่พยายามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการขยายการตั้งถิ่นฐาน สร้างสิ่งก่อสร้าง
ใกล้เคียงหรือรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ สำหรับสาเหตุของการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ได้แก่ การทรุดตัวของ
แผ่นดิน      
  - การทรุดตัวของแผ่นดิน มีสาเหตุหลักจากการสูบน้ำบาดาลที่มากเกินกว่าอัตราการเติมน้ำใต้ดิน
ตามธรรมชาติ ในปัจจุบันในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการมีแนวโน้มของการทรุดตัว
ลดลงแต่แนวโน้มในการทรุดตัวเพิ่มขึ้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่
เมือง และอุตสาหกรรม
 - คลื่นลมแรง กระแสคลื่นพัดพาตะกอนออกไปทำให้ชายฝั่งขาดเสถียรภาพ นอกจากนี้พื้นที่ของ
ป่าชายเลนที่ลดลงยังมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการเก็บกักตะกอนที่ลดลง รวมถึงการสร้าง
เขื่อนก็มีผลต่อการลดลงของตะกอนปากแม่น้ำ
- การสูญเสียแนวป้องกันทางธรรมชาติ ได้แก่ การสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคารหรือถนนใกล้กับแนว

มาตราการในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่งตามแนวทางสากล ได้แก่ การพยายามรักษา
สภาพของพื้นที่ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และปรับวิถีการดำเนินชีวิต
ถึงสิ่งก่อสร้างให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ นอกจากในกรณีที่การกัดเซาะรุกล้ำ
พื้นที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เดิม สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดกับการกัดเซาะชายฝั่ง สามารถแบ่งตา
มลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หาด ได้แก่ หาดทราย และหาดโคลนหาดทราย การใช้อ่าววงพระจันทร์ หรือการจำลองสันทรายรูปหางปลา (Fishtail Sand Dune) เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของอ่าวทั้งสองมีคุณสมบัติในการคงความสมดุลย์ตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการกัดเซาะน้อย ดังเช่น หาดจอมเทียน หรือ ในกรณีแก้ไขปัญหาของหมู่เกาะ Maldives ที่มีการก่อสร้างโครงสร้างสันหินเป็นรูปปีกวงพระจันทร์ที่ปลายหาดทั้งสองด้านเพื่อรักษาผืนทรายที่ถูกกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีการสร้างจำลองสันทรายรูปหางปลา เช่นที่หาดแสงจันทร์จังหวัดระยอง โดยกรมเจ้าท่ามีความจำเป็นในการสร้างสิ่งก่อสร้างเนื่องจากการกัดเซาะได้รุกล้ำเข้ามาถึงแนวถนน หาดโคลน กรณีการแก้ไขปัญหาหาดโคลนนั้นมีความซับซ้อนกว่าพื้นที่หาดทรายกรวด/หิน โดยการแก้ปัญหาทำได้โดยการส่งเสริมให้เกิดการตกตะกอนของดินโคลน โดยอาศัยการขยายพื้นที่ป่าชายเลนหรือการสร้างสิ่งก่อสร้าง เพื่อลดแรงกระทำจากคลื่นลมแรงหาดทราย บนพื้นที่สันทรายซึ่งเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ หรือการทำลายป่าชายเลนของชาวบ้านเพื่อทำนากุ้ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลท่าข้าม และทุ่งสองห้อง ที่มีเพียงคันดินบางๆ กั้นระหว่างที่นากับน้ำทะเลและมีปริมาณของการตกตะกอนสูง หากแต่จะได้ผลเมื่อมีตำแหน่งอยู่ใกล้ชายฝั่งแต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชายฝั่งข้างเคียง




 ความหมายของการกัดเซาะชายฝั่ง
ชายฝั่งทะเล หมายถึง แถบแผ่นดินนับตั้งแต่ระดับชายทะเลขึ้นไปถึงบนบก แบ่งตามองค์ประกอบของ
ชายฝั่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ หาดหินหรือหาดกรวดหาดทราย และหาดโคลน (กรมการขนส่งทางน้ำและ
พาณิชย์นาวี) ชายฝั่งทะเลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งตามฤดูกาล และเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยหาดทราย
และหาดโคลน ง่ายต่อการพัดพาของคลื่นลมและกระแสน้ำการกัดเซาะชายฝั่ง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ
ชายฝั่งทะเลจากพลังของคลื่น ลม และกระแสน้ำที่กระทบชายฝั่งตลอดเวลาทำให้ชายฝั่งทะเลสึกกร่อน
พังทลายไปสาเหตุการเกิดการกัดเซาะชายฝั่งสาเหตุของการเกิดการกัดเซาะชายฝั่ง
อาจเกิดตามสภาพธรรมชาติ ไต้ฝุ่น สึนามิ หรือแม้แต่
ลมมรสุมทำให้ชายฝั่งทะเลเปลี่ยนสภาพได้ แต่ชายฝั่ง
ทะเลไทยจำนวนมากถูกกัดเซาะเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดป่าชายเลน ที่หนาแน่นให้เป็น
พื้นที่เปิดโล่งเป็นนากุ้ง รวมทั้งการสร้างถนนติดเกินไป การสร้างท่าเรือยื่นไปในทะเลการทำลายแนว
ปะการังจนสูญเสียเขื่อนกันคลื่นตามธรรมชาติทำให้
คลื่นผ่านเข้ามาชนชายหาดจนเกิดการกัดเซาะได้
รศ. ดร.นพดล เพียรเวช (255/) ศึกษาพบว่า สาเหตุของการสูญเสียที่ดินตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยด้านใต้

ของกรุงเทพฯ เกิดจากการทวีความรุนแรงของคลื่นกัดเซาะอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ดิน
ชายฝั่งจากพื้นที่ป่าโกงกางอันหนาแน่นอุดมสมบูรณ์เป็นนากุ้ง
ความร้ายแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง
การกัดเซาะชายฝั่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กัดเซาะ(มากกว่า 5 เมตรต่อปี) และกัดเซาะปานกลาง (1-5
เมตรต่อปี) ประเทศไทยตามแนวชายฝงั่ ทะเลทั้งสิ้นประมาณ2,700 กิโลเมตร
แต่บริเวณที่ประสบปัญหารุนแรงชายฝั่งทะเล จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ
กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงครามซึ่งมีการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี โดย
จังหวัดสมุทรปราการ มีการกัดเซาะชายฝั่งจมน้ำไปประมาณ 11,000 ไร่

ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลา
40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้สูญเสียไปลึกเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ดังสภาพชายฝั่งทะเลบริเวณวัดขุนสมุทรทราวาส จังหวัดสมุทรปราการที่เคยอยู่
บนบก แต่สูญเสียที่ดินชายฝั่งทะเลอย่างรุนแรง